AsiaFinest Forum
Ad: 123Designing.com

Welcome Guest ( Log In | Register )

 
Reply to this topicStart new topic
Maha Sila Viravong, Lao Isan scholar, Reference in Thai
Anouvong
post Jul 21 2010, 12:10 PM
Post #1


AF Guru
Group Icon

Group: Members
Posts: 4,957
Joined: 12-February 09
From: Siamese City of Angels




มหาสิลา วีระวงส์ เขียน ปราโมทย์ ในจิต แปล

ชีวิตผู่ข้า (อัตชีวประวัติของข้าพเจ้า)

*ข้อ เขียนในโอกาส "รำลึก ๑๐๐ ปีชาตกาลมหาสิลา วีระวงส์ ๑ สิงหาคม ๒๔๔๘-๑ สิงหาคม ๒๕๔๘" ปราชญ์คนสำคัญสองฝั่งโขง จากหนังสือมหาสิลา วีระวงส์ ชีวิตผู่ข้า My Life อัตชีวประวัติ พุทธทำนาย ๑๖ ข้อ และกลอนลำแต่งในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๗ นครหลวงเวียงจัน สปป.ลาว ดารา กัลยา และดวงเดือน บุนยาวง บรรณาธิการ



ข้าพเจ้าเป็นลูกบ้าน นอก เท่ากับว่า "เกิดอยู่ก้อนขี้ไถ เติบใหญ่บนหลังควาย" รู้จักหากบหาเขียด เก็บผักหักฟืนกินมาตั้งแต่หัวเท่าหมากกระท้อน เพราะเป็นลูกชาวนาห่างไกลความเจริญจากเมืองตั้งหลายโยชน์ เกิดที่บ้านหนองหมื่นถ่าน (ยุคนั้นขึ้นกับอำเภอเสลภูมิ) จังหวัดร้อยเอ็ด ประเทศสยาม (ปัจจุบันคืออำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด ประเทศไทย-ผู้แปล) เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๔๘ ตรงกับเดือน ๙ ขึ้น ๑ ค่ำ วันอังคาร เวลา ๑๒.๓๐ น. ปีมะเส็ง บิดาชื่อนายเสน จันทะนาม มารดาชื่อนางดา จันทะนาม มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันจำนวน ๙ คน ข้าพเจ้าเป็นลูกคนที่ ๔

บ้าน หนองหมื่นถ่านเป็นหมู่บ้านใหญ่พอสมควร มีประมาณ ๓๐๐ หลังคาเรือน ตั้งอยู่ข้างป่าโคก ด้านตะวันตกของหมู่บ้านมีโคกป่าจิก (ป่าเต็ง) ป่ากุง (ป่าพลวง) ซึ่งอุดมไปด้วยพืชผลธรรมชาติที่เกิดเอง เป็นต้นว่าเห็ดต่างๆ และผัก ด้านตะวันออกของหมู่บ้านเป็นหนองขนาดใหญ่ลึกมีน้ำขังตลอดปี เรียกกันว่า "หนองหมื่นถ่าน" ฝูงวัวควายชาวบ้านได้อาศัยกิน ลงนอนในฤดูแล้ง เลยจากหนองหมื่นถ่านนี้ไป ก็เป็นทุ่งนาท่ม (นาป่าโคกที่มีต้นไม้ยืนต้นห่างๆ กัน) กว้างไกลสุดสายตา

ตามธรรมเนียมของชาวบ้านนี้และบ้านอื่นๆ ทั้งหลายในภาคอีสานอันมีพลเมืองปัจจุบันนี้จำนวน ๑๕ ล้านกว่าคน แต่ยุคก่อนๆ ถือว่ามีวิถีชีวิตเป็นแบบเดียวกันหมด คือ ประชาชนทั่วไปทำนา ทำสวนครัว ทำไร่ เลี้ยงหมู เลี้ยงเป็ดไก่ ไว้ในครัวเรือน และกินข้าวเหนียวเหมือนกันหมด เครื่องนุ่งห่มทำกันเองทั้งหมด กล่าวคือ เมื่อถึงช่วงเดือนแปดจะปลูกฝ้ายตามไร่แตง แล้วเดือนอ้ายเดือนยี่ต่อมาก็เก็บดอกฝ้ายนั้นมาอิ้ว และเข็นเป็นเส้นไว้ทอเป็นผืน ฤดูเข็นฝ้ายส่วนมากเป็นฤดูแล้งหลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จ และขนข้าวขึ้นยุ้งเรียบร้อยแล้ว กลุ่มสาวๆ จะชวนกันทำ "ข่วง" (เป็นร้านยกพื้นต่ำ) ขึ้นกลางลานหน้าบ้าน แล้วมารวมกันเข็นฝ้ายที่ข่วงนั้น แต่ละข่วงจะมีประมาณ ๔-๕ คน ในเวลากลางคืนโดยการก่อไฟด้วยฟืนให้ความสว่าง เวลานั้นพวกหนุ่มๆ ก็พากันมาจีบสาวตามข่วงต่างๆ นั้น หนุ่มๆ ที่มาบางคนก็ถือไม้ไผ่มาจักตอก หรือนำปอมาฟั่นเชือกไปด้วย อย่างไม่ให้เสียเวลาไปเปล่าประโยชน์

นอกจากเข็นฝ้ายทอเป็นผืนแล้ว ก็เลี้ยงไหม สาวเอาเส้นไหมมาทำผืนผ้าไหมอย่างดีอีกด้วย ทุกๆ เรือนต้องมีสวนหม่อนสำหรับเก็บใบมาเลี้ยงตัวไหม การทอผืนผ้าฝ้ายผ้าไหมเป็นหน้าที่ของผู้หญิงทั้งหมด สำหรับผ้าฝ้ายนั้น เมื่อทอเป็นผืนและนำไปตัดเสื้อผ้าใส่ ต้องย้อมด้วยครามเรียกน้ำหม้อนิลเสียก่อน (นิล เป็นคำภาษาบาลี แปลว่าดำ หรือสีคล้ำหมากคร้อ) น้ำหม้อนิลนี้ ทำจากต้นครามซึ่งปลูกไว้ตามไร่ หรือสวนของใครของมันนั่นเอง (ชาวเชียงใหม่เรียกว่าน้ำห้อม) เสื้อใส่ของหญิงสาวที่ตัดด้วยผ้าฝ้ายย้อมหม้อนิลนี้ตัดแขนยาว ติดกระดุมสีขาวถี่เหมือนกับเสื้อชาวไทดำทุกวันนี้ อันที่จะสวมใส่เสื้อผ้าจากเมืองนอกนั้นไม่มีเลย



ประเพณีการ นับถือ และการศึกษา

ชาวอีสานแต่ยุคก่อนนับถือผีฟ้า ผีแถน และผีด้ำ (ผีบรรพบุรุษ-ผู้แปล) เทวดา ผีเสื้อ เป็นต้น แต่ถึงอย่างไรทุกๆ บ้านที่เป็นหมู่บ้านใหญ่ก็มีวัดทุกบ้าน การศึกษาของประชาชนก็มีแต่บวชเรียนตามวัด หนังสือที่เรียนคือ ตัวไทยน้อย ตัวธรรม ตัวขอม เลขแบบโบราณ ใช้สวดเป็นภาษาสันสกฤตปนลาว (ภาษาถิ่น ตัวอักษรไทยยังไม่มีเรียนในสมัยนั้น) ชาวอีสานถือว่าผู้ชายทุกคนต้องบวชเรียนเขียนอ่าน ใครไม่ได้บวชถือเป็นคนดิบไม่มีปัญญาไม่รู้อะไร ประเพณีการทำบุญ ทุกอย่างก็จะเหมือนกัน งานบุญที่สำคัญและยิ่งใหญ่ก็คือบุญมหาชาติกับบุญบั้งไฟ (บุญมหาชาตินิยมทำในช่วงเดือน ๔ ไปถึงเดือน ๕ ส่วนบุญบั้งไฟนิยมทำวันเพ็ญเดือน ๖ ไปถึงข้างขึ้นเดือน ๘) ขอกล่าวเฉพาะประเพณีบุญมหาชาติหรือบุญพระเวส (คือทำบุญฟังเทศน์เรื่องท้าวเวสสันดรชาดก) บุญนี้เป็นบุญที่ใหญ่ยิ่ง ก่อนจะตั้งบุญ ทางวัดคณะสงฆ์ และชาวบ้านประชุมตกลงกัน จะจัดในวันไหน เดือนไหน และรวมทั้งจะไปใส่หมู่บ้านใดบ้าง (คือการเชิญหมู่บ้านใดมาร่วมงานบุญด้วย) ครั้นตกลงกันแล้ว ก็นำหนังสือเรื่องพระเวสสันดรชาดก ซึ่งมีจำนวน ๑๓ ผูก ออกมาแบ่งให้ครบเท่าจำนวนพระสงฆ์ที่จะมาเทศน์ รวมทั้งพระที่จำพรรษาในวัด และที่เชิญมาจากบ้านอื่น (บางครั้งมีถึง ๔๐-๕๐ คน) หนังสือที่แบ่งออกนี้เรียกว่ากัณฑ์ แล้วแจกจ่ายกัณฑ์หนังสือนั้นไปตามเจ้าอาวาสวัดต่างๆ ที่นิมนต์มา พร้อมกับแจกหนังสือนี้ ก็เขียนสลาก (คือใบบอกบุญหรือบัตรเชิญนั่นเอง) แนบไปด้วย ในสลากนั้นมีข้อความว่า "วุฒิธรรม คำฝูงข้าทั้งหลาย ภายในมีหัวครู...(หรือราชครูเจ้า...) เป็นประธาน ภายนอกมีเถ้าแก่ พ่อแม่ เจ้านายบ้าน....เป็นเค้า [เจ้าภาพ-ผู้แปล] ได้เต้าโฮมกันทำบุญมหาชาติ จึงขอเชิญเถ้าแก่ พ่อแม่ บ่าวสาว ไปฟังธรรมเทศนา กินทานนำกันเทอญ" ดังนี้

ส่วน ชาวบ้านก็ตกลงกัน หรือแบ่งกันค้ำ คือต้อนรับเลี้ยงดูชาวบ้านอื่นที่มาในงานบุญนั้น เป็นคุ้มๆ ไป กล่าวคือคุ้มนั้น เลี้ยงบ้านนั้น หรือ ๓-๔ ครัวเรือนเลี้ยงบ้านหนึ่ง อย่างนี้เรียกว่าค้ำบุญ นอกจากนี้แล้ว กลุ่มครัวเรือนที่รับผิดชอบเลี้ยงดูบ้านใด ก็ชวนกันไปปลูกปะรำเรียงรายล้อมรอบวัด ภายในรั้ววัดเว้นไว้แต่ประตูเข้าวัด ถึงวันงานบุญก็นำเสื่อไปปู นำหม้อดินไปวางใส่น้ำดื่มไว้ แขกที่มาร่วมงานบุญก็ไปพักตามปะรำกลุ่มใครกลุ่มมันตามที่รับมอบหมาย เมื่อช่วงก่อนค่ำ กลุ่มชาวบ้านก็ช่วยกันหาบอาหารออกไปเลี้ยงแขกที่ปะรำของตน ครั้นตกกลางคืน พวกหนุ่มๆ มาเที่ยวจีบสาวตามปะรำต่างๆ นั้น ทั้งเล่นดนตรี (พิณ หรือแคน-ผู้แปล) ทั้งร้องลำ ทั้งเกี้ยวด้วยผญา สุดแท้แต่ใครจะชอบจะถนัดอะไร เป็นการบันเทิงสนุกสนานสำราญใจในที่สุด โดยไม่มีการทะเลาะวิวาทฆ่าฟันแคลงใจกันเลย ซึ่งได้กล่าวมาเพียงย่อๆ ข้าพเจ้ากำเนิดมาในชุมชนที่มีขนบธรรมเนียมอย่างนี้ ซึ่งได้รู้ได้เห็นด้วยตาของตนเอง หลายสิ่งหลายอย่าง จึ่งรู้สึกว่าวัฒนธรรม หรือขนบธรรมเนียมประเพณีแต่ก่อนนั้นกับปัจจุบันนี้ ผิดแผกแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน



การศึกษาของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้า กำเนิดในบ้านที่มีสภาพดังกล่าว แต่เมื่ออายุได้ประมาณ ๘ ขวบ ก็ได้เรียนหนังสือไทยน้อยก่อน โดยเรียนกับคุณตาช่วงเวลากลางคืน เพราะตอนกลางวันไปเลี้ยงวัวควาย หนังสือที่เรียนคือกาพย์ปู่สอนหลาน กับหนังสือจำปาสี่ต้น ขณะเรียนหนังสือกับคุณตานี่เอง คุณตาได้เล่านิทานต่างๆ ให้ฟัง จนกระทั่งเรื่องเจ้าอนุ และเจ้าราชวงศ์ ช่วงหนึ่งคุณตาเล่าว่า "พวกเราแต่ก่อนนั้น ไปเสียส่วยให้เจ้าอนุเวียงจัน สยามไปตีเอาเวียงจันได้ จึงต้องส่งส่วยให้สยาม" แล้วคุณตาก็เล่าเรื่องเจ้าราชวงศ์รบกับสยามแล้วหลบหนีเข้าป่าไปเรียนมนตร์ กับฤาษี (ตามเรื่องที่เล่าไว้ในหนังสือพื้นท้าวเหลาคำ) และคำขวัญที่ว่า "บ้างเจ้าบ่าง บ้างราชวงศ์ ขงเวียงจันท์ราชวงศ์เป็นเจ้า เวียงจันท์เศร้า สาวเอยอย่าฟ่าวว่า มันซิโป้บาดหล้า แตงช้างหน่วยปลาย" นี้ข้าพเจ้าก็ได้จากคุณตา แต่ขณะนั้น เนื่องจากอ่านหนังสือผูกและกาพย์กลอนต่างๆ เช่น กาพย์พระมุนี ก็จำได้ติดปากทั้งหมด ดังนั้นเวลามีงานบุญบั้งไฟ และร้องกาพย์เซิ้ง จึ่งได้เป็นหัวหน้ากลุ่มทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ในการร้องกาพย์เซิ้งงานบุญบั้งไฟครั้งหนึ่ง ที่อำเภออาจสามารถ มีศึกษาธิการอำเภอชื่อนายหนู มาชอบสาวยวก (สาวงามของหมู่บ้าน) และเขียนจดหมายมาถึงสาวยวก แต่ไม่มีใครอ่านได้ แม่ของสาวยวกได้มาขอร้องข้าพเจ้าอ่านให้ฟัง และเขียนจดหมายตอบด้วย นับตั้งแต่เวลานั้นมา ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าชอบกาพย์กลอน และจดจำคำผญาในหนังสือต่างๆ ได้มากมาย แล้วก็หัดแต่งกลอนลำให้พวกเด็กๆ ตั้งแต่นั้นมา ทั้งมีใจต้องการเห็นเมืองเวียงจัน สนใจเรื่องเจ้าราชวงศ์ตลอดมา นอกจากนี้ก็ได้ฟังนิทานต่างๆ เช่น พระลักษมณ์พระราม ศิลป์ไชย เสียวสวาท เป็นต้น นิทานเหล่านี้ได้ฟังจากแม่ แม่เป็นคนเล่าให้ฟังเพราะแม่ท่านไปฟังเทศน์ทุกวันในช่วงเข้าพรรษา พอถึงเวลากลางคืนท่านก็เล่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมานั้นสู่ลูกๆ ฟัง ข้าพเจ้าจึงจดจำนิทานต่างๆ ได้มาก และก็ชอบเล่าให้คนอื่นฟังอยู่เสมอ

การ เรียนหนังสือไม่นานก็อ่านได้ เพราะเรียนแบบอ่านไปเลย แต่เขียนไม่เป็น ต่อมาก็ออกไปเป็นเด็กวัด (ภาษาถิ่นเรียกสังกะลี ซึ่งที่ถูกต้องคือสังฆการี แปลว่าผู้รับใช้ปรนนิบัติสงฆ์) เรียนหนังสือและปรนนิบัติครูบา ช่วงนี้ได้เรียนหนังสือธรรมและเลขแบบโบราณพร้อมกันด้วย (โดยใช้สวด และเป็นภาษาสันสกฤต) ต่อมาก็ได้เรียนหนังสือไทยบ้าง โดยน้าบ่าว (น้องชายของแม่) ที่บวชเป็นพระอาจารย์ที่วัดนั้นเอง สอนให้เป็นการส่วนตัว เพราะยังไม่มีโรงเรียน เมื่ออายุได้ ๑๑ ขวบ ได้บรรพชาเป็นสามเณร ครั้นเป็นสามเณรนี้ ได้เรียนหนังสือขอมและหนังสือสวดมนต์ต่างๆ จนจบตามหลักสูตรขั้นต้น จึงพอสรุปได้ว่า เมื่ออายุได้ ๑๑ ขวบ ข้าพเจ้าอ่านหนังสือไทยน้อย หนังสือธรรม หนังสือขอม และหนังสือไทยได้พอสมควร และเขียนหนังสือธรรมกับหนังสือไทยพอใช้ได้แล้ว แต่บวชได้เพียงปีเดียวก็สึก เนื่องจากคุณแม่ป่วยหนัก เมื่อหายดีแล้วก็ต้องทำนาเลี้ยงควายช่วยคุณพ่อคุณแม่ ในช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่ได้ให้พี่ชายบรรพชาเป็นสามเณรแทนไว้ ช่วงระยะอายุ ๑๑-๑๒ ขวบนี้ (พ.ศ. ๒๔๖๐) รัฐบาลไทยได้ตั้งโรงเรียนประชาบาลขึ้นตามตำบลต่างๆ แล้วออกกฎหมายให้เด็กๆ ต้องเข้าโรงเรียน ใครมีลูกถึงเกณฑ์เข้าเรียนได้ตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไปต้องเข้าเรียนคนหนึ่ง ถ้าไม่ไปพ่อต้องไปรับโทษ ดังนั้นครอบครัวของข้าพเจ้า จึงตกลงให้ข้าพเจ้าไปเรียน ซึ่งโรงเรียนตั้งที่บ้านหางหว้าห่างจากบ้านไปประมาณ ๑๒ กิโลเมตร การไปโรงเรียนต้องได้นำข้าวสารไปนึ่งกินด้วย เพราะโรงเรียนอยู่ไกล ต้องนอนค้างคืนในวัดที่โรงเรียนตั้งอยู่นั้น วันเสาร์จึงได้กลับบ้าน แล้ววันจันทร์ก็ไปแต่เช้า เรียนอยู่ ๒ ปี พอขึ้นชั้นประถมปีที่ ๓ ยังไม่ได้สอบไล่ เมื่ออายุได้ ๑๕ ปีพอดี ปีนั้น (พ.ศ. ๒๔๖๓) บิดาผู้บังเกิดเกล้าถึงแก่กรรมเพราะอหิวาตกโรคระบาดมาถึง เมื่อไม่มีพ่อแล้ว ทางครอบครัวจึงให้พี่ชายสึกออกมาช่วยงานการทำนา แล้วให้ข้าพเจ้าบรรพชาเป็นสามเณรแทนไว้ ตามธรรมเนียมของวงศ์ตระกูล

ใน ปี พ.ศ. ๒๔๖๓ นี้ รัฐบาลได้มาตั้งโรงเรียนที่บ้านท่งหมื่นซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้าน จึงได้เข้าเรียนต่อ และสอบไล่ได้ชั้นประถมปีที่ ๓ ในช่วงบวชครั้งนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกน้อยใจ เนื่องจากพระอาจารย์ (คือน้าบ่าวที่อุปสมบทเป็นพระ และเป็นอาจารย์สอนด้วยนั้น) เอาอกเอาใจและรักสามเณรทน (ลูกป้า) มากกว่า เพราะสามเณรทนโตกว่า ๒ ปี ทั้งแข็งแรง เลื่อยไม้ไสกบได้เป็นอย่างดี ส่วนข้าพเจ้าเลื่อยไม้เป็น แต่ไม่ค่อยแข็งแรง เพราะฉะนั้น ครั้นพระอาจารย์พาเลื่อยไม้มากลึงทำพาข้าว กล่องยาสูบ เครื่องมือต่างๆ เมื่อแบ่งปันกัน ข้าพเจ้าได้ส่วนที่เหลือเลือกแล้ว เมื่อท่านไปได้ผ้าจีวรหรืออะไรก็มาฝากสามเณรทนก่อนทุกที เหลือจากเขาแล้วข้าพเจ้าจึงได้รับ ฉะนั้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าจึงคิดจะหนีออกจากวัด ไปหาเรียนหนังสือในเมืองต่อไป พอสอบไล่ชั้นประถมปีที่ ๓ ได้ในปีนั้น ส่วนสามเณรทนสอบตก ข้าพเจ้าจึงเข้าไปเรียนหนังสือในเมืองร้อยเอ็ด เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ ๔ เมื่ออายุ ๑๖ ปี

พออายุได้ ๑๗ ปี เข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ ๑ และเรียนนักธรรมชั้นตรีด้วยช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเพิ่งจะมีชั้นเรียนนักธรรมชั้นตรีในปีนั้น มีพระอาจารย์มหาทองอินทร์เป็นครูสอน และท่านแนะนำว่า เรียนปริยัติธรรมไปได้เร็วกว่าสายสามัญ เพราะเมื่อสอบได้เป็นมหาเปรียญ ๓ ประโยคแล้วก็สามารถเข้าโรงเรียนกฎหมาย แล้วสอบเป็นผู้พิพากษาได้เลย ซึ่งในสมัยนั้นมีเพียงท่านมหาโชติชาวบ้านนาที่อยู่ใกล้ๆ กันนั้นเอง ได้สึกและเข้าเรียนโรงเรียนกฎหมาย และสอบได้เป็นผู้พิพากษา ได้รับเงินเดือน ๑๖๐ บาท และมีบรรดาศักดิ์เป็นรองอำมาตย์เอกด้วย ข้าพเจ้าจึ่งมีความตั้งใจเรียนนักธรรม และŪ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Anouvong
post Jul 21 2010, 12:12 PM
Post #2


AF Guru
Group Icon

Group: Members
Posts: 4,957
Joined: 12-February 09
From: Siamese City of Angels




พออายุได้ ๑๗ ปี เข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ ๑ และเรียนนักธรรมชั้นตรีด้วยช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเพิ่งจะมีชั้นเรียนนักธรรมชั้นตรีในปีนั้น มีพระอาจารย์มหาทองอินทร์เป็นครูสอน และท่านแนะนำว่า เรียนปริยัติธรรมไปได้เร็วกว่าสายสามัญ เพราะเมื่อสอบได้เป็นมหาเปรียญ ๓ ประโยคแล้วก็สามารถเข้าโรงเรียนกฎหมาย แล้วสอบเป็นผู้พิพากษาได้เลย ซึ่งในสมัยนั้นมีเพียงท่านมหาโชติชาวบ้านนาที่อยู่ใกล้ๆ กันนั้นเอง ได้สึกและเข้าเรียนโรงเรียนกฎหมาย และสอบได้เป็นผู้พิพากษา ได้รับเงินเดือน ๑๖๐ บาท และมีบรรดาศักดิ์เป็นรองอำมาตย์เอกด้วย ข้าพเจ้าจึ่งมีความตั้งใจเรียนนักธรรม และสามารถสอบได้ในปีนั้น โดยไม่ได้เรียนและอาศัยเส้นสายของผู้ใด ทั้งๆ ข้อสอบนั้นส่งมาจากกรุงเทพฯ และกระดาษคำตอบก็ส่งไปตรวจที่กรุงเทพฯ โดยก่อนจะสอบนักธรรมพระอาจารย์ได้เพิ่มอายุให้เป็น ๑๙ ปี เพราะถ้าไม่เช่นนั้นไม่มีสิทธิ์เข้าสอบ อันซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกทหารด้วย

กล่าวคือผู้ใดสามารถสอบ นักธรรมชั้นตรีได้ จะได้รับการยกเว้นเกณฑ์ทหาร ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้สมัครเรียนนักธรรมมาก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าจึงได้ละทิ้งการเรียนทางสายสามัญ แล้วไปเรียนนักธรรมชั้นโท และไวยากรณ์บาลีต่อที่เมืองอุบลราชธานี เมื่ออายุได้ ๑๗ ปี ด้วยเหตุขณะนั้นจังหวัดร้อยเอ็ดยังเป็นมณฑลร้อยเอ็ด เจ้าคณะมณฑลก็คือหัวหน้าฝ่ายสงฆ์ คือท่านเจ้าคุณศาสนดิลก ซึ่งอยู่ที่เมืองอุบล ท่านเดินทางมาตรวจราชการและพักที่วัดบึง (พลาญชัย) ข้าพเจ้าได้รับเลือกเป็นสามเณรคอยปรนนิบัติและเป็นเสมียนบันทึกรายงานต่างๆ ถวายท่าน ท่านจึงรักเอ็นดู แล้วช่วยบรรพชาเป็นสามเณรธรรมยุต และขอตัวไปที่เมืองอุบล โดยจำพรรษาที่วัดศรีทอง ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ข้าพเจ้าจึงได้เรียนนักธรรมชั้นโทซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นในปีนั้นเอง และเรียนไวยากรณ์บาลีชั้นสูงต่อเนื่องไป และสามารถสอบได้ดีเลิศทั้งนักธรรมชั้นโทและไวยากรณ์บาลี ช่วงที่เรียนในเมืองอุบลนี้ ก็มีผู้อิจฉาข่มเหง คือพระที่เป็นผู้ปกครอง ซึ่งเรียนในชั้นเดียวกัน คอยใส่ร้ายป้ายสี กล่าวหาว่าครูรักข้าพเจ้ามาก คอยยุแหย่มุ่งทำลายตลอดเวลา

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ท่านเจ้าคุณศาสนดิลกผู้เป็นพระอาจารย์ ได้เดินทางมาตรวจราชการที่มณฑลร้อยเอ็ดอีก ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ท่านก็นำข้าพเจ้าติดตามมาด้วยให้ทำหน้าที่เลขานุการส่วนตัวท่าน ครั้นเมื่อตรวจราชการเสร็จท่านก็กลับไปเมืองอุบล ส่วนข้าพเจ้าขออนุญาตท่านไปเรียนหนังสือต่อที่กรุงเทพฯ เพราะที่เมืองอุบลไม่มีชั้นสูงที่ให้เรียนต่ออีกแล้ว ท่านก็อนุญาต ข้าพเจ้าจึงพักที่เมืองร้อยเอ็ดรอคอยที่จะเดินทางไปกรุงเทพฯ พร้อมกับกลุ่มพระอาจารย์มหาคำชาวขอนแก่น ที่ขึ้นมาเยี่ยมบ้าน และจะกลับในเดือนพฤษภาคม แต่ในช่วงเดือนเมษายนนั่นเอง ท่านเจ้าคุณอาวุโส คือสมเด็จพระมหาวีระวงศ์ซึ่งขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์เป็นพระเทพมุนี เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ผ่านมาทางเมืองร้อยเอ็ด ได้มาพบข้าพเจ้าจึงขอตัวพาเดินทางกลับเมืองอุบลอีกครั้ง ด้วยว่าท่านรักเอ็นดู เห็นว่าเรียนหนังสือเก่ง และบอกว่าหากไปอยู่กับท่านที่เมืองอุบลสัก ๑ ปีแล้วท่านจะฝากฝังให้ไปอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นวัดที่สำคัญมาก พระภิกษุสามเณรที่จำพรรษาที่วัดนี้ ได้รับเงินเดือนเดือนละ ๑๐ บาท ข้าพเจ้าก็ติดตามพระคุณท่านไปอยู่ที่เมืองอุบล ไม่ถึงเดือนก็อดรนทนอยู่ต่อไปไม่ไหว ด้วยมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าว่าจะต้องลงไปกรุงเทพฯ ให้ได้ จึงกราบลาเจ้าคุณศาสนดิลกผู้เป็นพระอาจารย์ ท่านกรุณาทำหนังสือฝากฝังให้ไปอยู่ที่วัดปทุมวนาราม แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ไปกราบลาท่านเจ้าคุณพระเทพมุนีเกรงว่าท่านจะไม่อนุญาต

ข้าพเจ้า เดินทางออกจากเมืองอุบลคนเดียวเป็นเวลา ๓ คืน แวะบ้านหนองหมื่นถ่าน ๑ คืนเพื่อลาโยมแม่ แล้วเข้าเมืองร้อยเอ็ด แต่พลาดไม่ทันพระมหาคำ ท่านลงกรุงเทพฯ ไปก่อนแล้ว ข้าพเจ้าจึงขออาศัยไปกับขบวนเกวียนของกลุ่มนายทหาร ซึ่งย้ายลงไปดำรงตำแหน่งที่กรุงเทพฯ ขณะนั้นข้าพเจ้ามีเงินติดตัวที่โยมแม่ให้จำนวน ๑๒ บาท กับผ้าไหมจำนวน ๒ ผืน ราคาขณะนั้นผืนละ ๖ บาท โยมแม่บอกว่า ถ้าไม่มีเงินให้ขายเป็นค่าใช้จ่าย แต่ก็ไม่ได้ขาย ได้มอบให้นายทหารที่ช่วยเหลือให้อาศัยเดินทางมาด้วยนั้น ซึ่งเขากรุณาซื้อตั๋วรถไฟจากนครราชสีมาถึงกรุงเทพฯ จำนวน ๖ บาท ๘๐ สตางค์ ให้ รวมทั้งอาหารตลอด ๑๒ วัน ที่ร่วมเดินทางมากับพวกเขานั้น ส่วนเงินจำนวน ๑๒ บาท ก็ยังเหลืออยู่เช่นเดิม

เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว ก็ได้อยู่ที่วัดปทุมวนารามนั่นเอง และได้เข้าเรียนนักธรรมชั้นเอก สามารถสอบไล่ได้อันดับ ๑ ของจำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมดทั่วกรุงเทพฯ ๓๙๐ คน ซึ่งสอบได้เพียง ๙๐ คน ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ปีต่อมา ๒๔๖๙ ก็สอบได้มหาเปรียญ ๓ ประโยค และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในปีนั้นด้วย ช่วงปลายปีนั้น ทางโรงเรียนกฎหมาย (ซึ่งยุคนั้นเรียกว่าโรงเรียนรัฐศาสตร์) ได้เปลี่ยนระเบียบการรับนักเรียนใหม่ คือเดิมรับมหาเปรียญ ๓ ประโยค แต่ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ รับเฉพาะมหาเปรียญ ๖ ประโยคจึ่งจะเข้าเรียนได้ และข้าพเจ้าก็อุตส่าห์เรียนต่อไป และสอบไล่ได้เป็นลำดับมา ถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ได้มหาเปรียญ ๕ ประโยค ซึ่งก็ยังมุ่งมั่นว่าจะต้องสึกไปเรียนที่โรงเรียนรัฐศาสตร์นี้ให้ได้ ซึ่งต่อมาทางโรงเรียนยังเพิ่มระเบียบต้องมีวุฒิชั้นมัธยมปีที่ ๖ ด้วย และต้องมีข้าราชการชั้นพระยารับรองจึงจะเข้าเรียนได้ เพราะการปกครองของสยามเวลานั้นเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และความรู้สายสามัญจะต้องได้วุฒิชั้นมัธยมปีที่ ๘ ด้วย

เมื่อเป็น เช่นนี้ข้าพเจ้าก็หมดความมุ่งมั่นที่จะเรียนต่อไป ประกอบกับเวลานั้น ได้อ่านหนังสือพิมพ์ลาวที่ออกในเวียงจันซึ่งกลุ่มพระจากเมืองโขงเอาไปให้ อ่าน จึ่งมีความต้องการแรงกล้าที่จะได้เห็นเมืองเวียงจันที่สุด พร้อมกันนั้นก็ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งแจกในงานทอดกฐินหลวงชื่อว่า "ปราบกบฏไอ้อนุเวียงจันท์" ในหนังสือเล่มนั้นเรียกเจ้าอนุว่า "ไอ้อนุ" และเรียกเจ้าหญิงคำป้อง พระมเหสีว่า "อี่คำป้อง" เมื่ออ่านตลอดเรื่องแล้วรู้สึกเจ็บปวดเป็นที่สุด จึงมีความคิดเรื่องการกู้ชาติเกิดขึ้น และแรงกล้า อย่างเคืองแค้นตั้งแต่ขณะนั้นเป็นต้นมา จึงได้ชักชวนเพื่อนนักบวชที่สอบมหาเปรียญรวมกลุ่มกันขึ้น เพื่อหาทางกู้ชาติ โดยไม่มีกองกำลังและความรู้ในด้านการเมืองแต่อย่างใด มีแต่ความคั่งแค้นแต่อย่างเดียว ดังนั้นในช่วงเวลานั้น ข้าพเจ้าจึ่งได้เที่ยวไปเทศน์โจทย์โต้วาทีทั่วทุกแห่งหน เป็นการแสวงหาพรรคพวก และสอนหนังสือบาลีตามแต่โอกาสอำนวย แต่แล้วความคิดเรื่องการกู้ชาติก็ค่อยๆ จืดจางไป เมื่อได้รับคำอธิบายจากเจ้าคุณอุบาลี ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ของพระสงฆ์ภาคอีสาน โดยท่านกรุณาชี้แนะว่า ท่านเองก็เคยคิดเช่นนี้เหมือนกัน แต่ไม่มีทางจะเป็นไปได้หรอก

นับตั้งแต่บรรพชาเป็นสามเณรจนกระทั่ง อุปสมบทเป็นพระภิกษุนี้ ข้าพเจ้าได้แต่งหนังสือจำพวกคำกลอนต่างๆ จำนวนมาก โดยส่วนมากจะเป็นกลอนลำ ที่สำคัญได้แก่คำกลอนเรื่องพุทธประวัติ และพระเวสสันดรชาดก ซึ่งได้พิมพ์จำหน่ายแจกจ่ายไปหลายพันเล่ม



จาก ผ้าเหลืองสู่การบ้านการเมือง

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ กลับมาเยี่ยมโยมแม่ และได้อยู่เป็นครูสอนบาลีที่วัดบึง จังหวัดร้อยเอ็ด ปีต่อมาได้ทราบข่าวว่าที่เวียงจันกำลังตั้งหอสมุดและโรงเรียนบาลีขึ้น จึงตัดสินใจเดินทางข้ามโขงไปเที่ยวที่เวียงจันตามเจตนารมณ์ดั้งเดิม พร้อมด้วยเพื่อนอีกหลายคน คนหนึ่งชื่อพระมหาฮัก (ชาวบ้านขุนตาเวียงจัน ต่อมาได้เป็นเจ้าคณะเขตหนองคาย) ได้รู้จักกันช่วงไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ สอบได้มหาเปรียญ ๓ ประโยคพร้อมกับพระมหาเรือง ชาวอำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด หมอลำบุญนาก หมอลำไสว หมอลำทองพูน ซึ่งเคยมาขอกลอนลำที่เวียงจันขณะนั้น สำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (Ecole Francaise d"Extreme Orient) ซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ที่เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม กำลังดำเนินการค้นคว้าฟื้นฟูศาสนา วัฒนธรรม โบราณวัตถุ โบราณสถาน และการศึกษาพระพุทธศาสนาของแถบถิ่นอินโดจีนขึ้น สำหรับประเทศลาวก็ได้ดำเนินการขุดค้น และบูรณะพระธาตุหลวง วัดภูที่จำปาศักดิ์ พร้อมกันนี้ก็ได้จัดตั้งหอสมุดและโรงเรียนสอนบาลีด้วย โดยพระเจ้าราชพระคิไนยเพชรราช ทรงเป็นประธานดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๒ โรงเรียนบาลีมีคุณพ่อมหาแก้ว (มหาเปรียญ ๓ ประโยคจากกรุงเทพฯ) เป็นครูสอนโดยใช้สถานที่หอคำเดิม (ปัจจุบันเป็นสำนักงานประธานประเทศ) เป็นโรงเรียน

คุณพ่อมหาแก้วสอนได้เพียงปีเดียวก็เกษียณรับเบี้ย บำนาญ เพราะชรามากแล้ว ส่วนหอสมุดมีท่านจารย์บัว (พระยานามเสนา) เป็นผู้อนุรักษ์จัดเก็บหนังสือผูกใบลานจากวัดต่างๆ มารวบรวมไว้ นอกจากนั้นก็ไม่มีผู้รู้มีความสามารถพอที่จะค้นคว้าและสอนบาลีได้ ครั้นคุณพ่อมหาแก้วเกษียณแล้ว พระครูหลักคำ เจ้าอาวาสวัดสีสะเกด และเป็นเจ้าคณะแขวงฯ ในขณะนั้น จึงมอบให้พระมหาฮักมาสอนที่โรงเรียนบาลีสืบต่อ แต่สอนได้ไม่นาน ก็มีเรื่องไม่ลงรอยกัน ท่านมหาฮักตัดสินใจลาออกและข้ามโขงไปอยู่หนองคายในปีต่อมานั่นเอง ส่วนข้าพเจ้าเองก็ได้ลาสิกขาในปีเดียวกันนี้เช่นกัน เพราะพระครูหลักคำท่านไม่ชอบพระธรรมยุต และได้สมัครเข้าทำงานกับเจ้าพระยาหลวงหมื่น (ลูกท้าวผุย ปัญญา) ซึ่งขณะนั้นมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีนครโลก และพระยานามเสนา แต่เนื่องจากเจ้าเพชรราชผู้มีอำนาจในการรับเข้าทำงานได้นั้นไม่ได้ประทับที่ นั่น พระองค์ท่านเสด็จไปประชุมที่ประเทศฝรั่งเศส พระยาศรีนครโลกจึ่งรับข้าพเจ้าไปแต่งหนังสือที่สโมสรข้าราชการลาวข้างวัดหาย โศกช่วงภาคเช้า โดยสัญญาว่าจะจ่ายเงินเดือนละ ๑๕ กีบ เพื่อรอคอยองค์เจ้าเพชรราชเสด็จกลับ หนังสือที่แต่งในช่วงนั้น ได้แก่ คำกลอนเรื่องท้าวเตมียกุมาร ท้าวมหาชนก และท้าวสุวรรณสาม ครั้นปี ๒๔๗๔ เจ้าเพชรราชเสด็จนิวัตมาจากประเทศฝรั่งเศสแล้ว จึ่งได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ท่าน และทรงพระกรุณารับเข้าทำงานเป็นข้าราชการเบี้ยรายวัน ขั้นแรกได้วันละ ๑ กีบ (ตกเดือนละ ๒๕-๒๖ กีบ)

เมื่อท่านมหาฮักได้ลาออกไปแล้วในปี ๒๔๗๔ จึ่งไม่มีครูสอนโรงเรียนบาลี เจ้าเพชรราชจึงได้ทรงแต่งตั้งข้าพเจ้าเป็นครูสอนบาลีแทน โรงเรียนบาลีที่ตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยคุณพ่อมหาแก้วนั้น ยังไม่มีแบบเรียนและหลักสูตรชัดเจน ยังไม่ได้จัดเป็นชั้น และยังไม่เคยมีการสอบไล่ เพราะเพิ่งตั้งมาเพียง ๒ ปี ดังนั้นข้าพเจ้าจึงได้แบ่งชั้นเรียนและวางหลักสูตรขึ้น เมื่อเรียนครบปีก็จัดให้มีการสอบไล่และออกใบประกาศนียบัตรให้ จึงเป็นระเบียบปฏิบัติสืบต่อมา ในขณะเดียวกันนั้นเจ้าเพชรราชทรงแต่งตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ช่วยงานในหอสมุด อีกด้วย หอสมุดนี้มีชื่อว่า "หอสมุดพุทธบัณฑิตสภา" โดยมีเจ้าเพชรราชดำรงตำแหน่งประธาน และมีคณะกรรมการอีกหลายท่าน เช่น มหาแก้ว, ท่านสุพัน, ท่านเลกิเฮือง, คุณพ่อพิมมะสอน, คุณพ่อเมืองโขง, พระยาศรีนคร (ผุย ปัญญา) และข้าพเจ้า เป็นเลขานุการ และช่วงเวลานี้เอง ก็ได้ทรงตั้งโรงเรียนช่างแต้ม (ช่างศิลป์-ผู้แปล) ขึ้น โดยใช้อุโบสถวัดจันท์นั่นแหละเป็นสถานที่เรียน และมีทิดผุเป็นครูสอน มีนักเรียน ๘ คน ลูกศิษย์ช่างแต้มรุ่นแรก และยังมีชื่อเสียงต่อมาก็คือ ท้าวจันมีหรือชำนาญ ผู้เป็นนายช่างสร้างอนุสาวรีย์หรือประตูชัย (ซึ่งตั้งอยู่หน้าสภาเก่าในปัจจุบัน)

ข้าพเจ้าแต่งงานครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๔๗๔ กับนางแก้วตา ชาวบ้านอุบมุง มีลูกจำนวน ๓ คน ได้แก่ นางอมรา อายุได้ ๔ ขวบเสียชีวิต ท้าวกฤษณา อายุได้ ๔ ขวบก็เสียชีวิต ยังเหลือคนเดียวคือ นางมัลลิกา ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้หย่าร้างกับนางแก้วตา และได้แต่งงานใหม่กับนางมาลีในปีเดียวกันนั้นเอง และมีลูกด้วยกันทั้งหมด ๑๔ คน ซึ่งไม่มีลูกคนใดเสียชีวิตเลย นับว่านางมาลีเป็นแม่ที่มีความสามารถในการเลี้ยงดูลูกคนหนึ่ง หลายครั้งที่ข้าพเจ้าต้องได้ทิ้งครอบครัวไปเป็นเวลานาน แต่นางมาลีมีความรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกเป็นอย่างดี และมีความสัตย์ซื่อเสมอมา

ช่วง ระยะแรกตั้งโรงเรียนนี้ ข้าพเจ้าได้แต่งแบบเรียนต่างๆ ขึ้น ได้แก่ ไวยากรณ์บาลีทั้ง ๔ ภาค, ไวยากรณ์ลาวภาคที่ ๑, สามเณรศึกษา, ธรรมะภาค ๑ และภาค ๒, พระวินัยภาค ๒ (อันเป็นหลักสูตรของสงฆ์) และได้แปลหนังสือสวดมนต์ที่พระสงฆ์ใช้สวดใน
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Anouvong
post Jul 21 2010, 12:13 PM
Post #3


AF Guru
Group Icon

Group: Members
Posts: 4,957
Joined: 12-February 09
From: Siamese City of Angels




ช่วง ระยะแรกตั้งโรงเรียนนี้ ข้าพเจ้าได้แต่งแบบเรียนต่างๆ ขึ้น ได้แก่ ไวยากรณ์บาลีทั้ง ๔ ภาค, ไวยากรณ์ลาวภาคที่ ๑, สามเณรศึกษา, ธรรมะภาค ๑ และภาค ๒, พระวินัยภาค ๒ (อันเป็นหลักสูตรของสงฆ์) และได้แปลหนังสือสวดมนต์ที่พระสงฆ์ใช้สวดในเมืองเวียงจัน และได้พิมพ์เป็นรูปเล่มด้วย

โรงเรียนบาลีในสมัยนั้น แบ่งออกเป็น ๓ ชั้น มีนักเรียนประมาณ ๕๐ คน แต่มีครูสอนคนเดียว ช่วงกลางคืนแต่งหนังสือ บางคืนก็ได้สอนพระสงฆ์ที่สมัครเรียนเพิ่มเติม โดยไม่ได้เก็บค่าเรียนเลย ข้าพเจ้าสอนคนเดียวจนถึงปีที่ ๓ (พ.ศ. ๒๔๗๖) จึงได้มหาน้อยจากเมืองอุบลมาช่วยสอน และต่อมาช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๙-๒๔๘๐ จึ่งมีกลุ่มนักศึกษาลาวที่ทางการส่งไปเรียนที่ประเทศกัมพูชาตั้งแต่แรกตั้ง โรงเรียนบาลีก่อนหน้าที่ข้าพเจ้าจะมาเป็นครูสอนที่นี่นั้น ได้กลับมา และช่วยสอน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โรงเรียนบาลีก็เติบโตขยับขยายแตกสาขาออกไปอีกหลายแขวง ตามหัวเมืองต่างๆ และเจริญก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อมีครูเข้ามาสอนมากขึ้น ข้าพเจ้าได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าโรงเรียน และทำหน้าที่สอนไปด้วย ในขณะที่ได้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าโรงเรียนบาลีนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะสอนและแต่งแบบเรียนบาลีเท่านั้น แบบเรียนหนังสือลาวสำหรับใช้สอนในโรงเรียนทั่วไป ก็ได้ช่วยแต่งด้วยเช่นกัน ซึ่งช่วงเวลานั้น มีท่านสุพัน บลังซา เดอลาโบรส เป็นผู้รับผิดชอบ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ช่วยเรียบเรียงหนังสือพุทธประวัติ ที่ท่านผุย ปัญญา แปลจากหนังสือของท่านหลุยส์ ฟิโนต์ (Louis Finot) เป็นภาษาลาว เพื่อใช้ในหลักสูตรของโรงเรียนบาลีอีกด้วย

เนื่องจากตัวอักษรลาวมี จำนวนไม่ครบถ้วนตามภาษาบาลี จึงเป็นปัญหา ครั้นจะสอนอักษรธรรม ก็ข้องขัดเขียนยากและมีปัญหาในการพิมพ์อีกด้วย คณะกรรมการหอสมุดพุทธบัณฑิตสภาเห็นด้วยที่จะเพิ่มตัวอักษรลาวเข้ามาให้ครบ ตามอักษรบาลี โดยคัดเลือกจากอักษรธรรมและอักษรสันสกฤตมาเพิ่ม ดังนั้นเจ้าเพชรราชทรงบัญชาให้ข้าพเจ้าแต่งหนังสือไวยากรณ์ลาวภาคต้นอันซึ่ง มีตัวอักษรครบถ้วนแล้วนั้น ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ นั่นเอง และได้ใช้ตัวอักษรลาวชุดนี้หล่อเป็นแม่พิมพ์ที่ประเทศกัมพูชา เพื่อใช้พิมพ์แบบเรียนที่ข้าพเจ้าแต่งไว้นั้น

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ นี้ข้าพเจ้าได้ตามเสด็จเจ้าเพชรราชไปยังเมืองหลวงพระบาง ในช่วงทรงลาพักร้อนประจำปีของพระองค์ ได้พบคัมภีร์สุริยยาตรเล่มหนึ่งเก่ามาก และขาดไปมากแล้ว หนังสือเล่มนี้เป็นสมบัติของพระมหาอุปราชบุญคง พระบิดาของพระองค์ท่าน เมื่อเสด็จกลับมาถึงนครเวียงจันแล้ว พระองค์ทรงถามข้าพเจ้าว่า เคยคำนวณปฏิทินหรือไม่ ข้าพเจ้าทูลว่า ยังไม่เคยคำนวณ แต่เคยเรียนวิธีคำนวณฤกษ์วันสงกรานต์อยู่บ้าง ท่านจึงทรงมอบคัมภีร์สุริยยาตรเล่มนั้นให้ไปศึกษาเพื่อทำปฏิทินร่วมกับ พระองค์ท่าน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ประเทศลาวก็ได้ทำปฏิทินใช้เองสืบมา ซึ่งเมื่อก่อนนั้น ต้องรอให้ปฏิทินของสยาม หรือของเขมรออกมาก่อน จึงนำมาลอกเลียนทำปฏิทินใช้กัน การทำปฏิทินของลาวใช้เองในครั้งแรกนี้ ได้รับความร่วมมือและช่วยเหลือด้านการคำนวณเลขจากคุณพ่อบุญนาก สุวรรณวงศ์ ซึ่งขณะนั้นท่านเป็นเสมียนของสำนักงานอาอี (AI : Administration Interministere) ร่วมกับพระองค์นั่นเอง ครั้นเมื่อได้หลักการคำนวณปฏิทินชัดเจนแล้ว พระองค์ทรงให้นำวิธีการคำนวณมหาสงกรานต์นี้มาสอนถ่ายทอดในโรงเรียนด้วย

นับ ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้มารับราชการถวายเจ้าเพชรราชนี้ พระองค์ท่านทรงมีพระกรุณาเป็นล้นพ้น และโปรดให้ความสนิทสนมเป็นกันเองอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าได้รับเกียรติเป็นคนสนิทติดตามพระองค์ท่านเสด็จไปหาปลา ล่าเนื้อ ยิงจระเข้ ยิงเสือ ในป่าลึกดงหนาหลายต่อหลายแห่ง จนกระทั่งข้าพเจ้าได้ตัดสินใจซื้อปืนล่าเนื้อด้วยกระบอกหนึ่ง

ต่อมา ช่วงปี ๒๔๘๓ ได้เกิดกรณีพิพาทระหว่างฝรั่งเศสกับราชอาณาจักรสยามในแถบอินโดจีนขึ้น สาเหตุโดยย่อมีว่า เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้นนั้น สยามเห็นว่า ฝ่ายอักษะ (มีเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่นเป็นหัวหอก) จะรบชนะฝรั่งเศส หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีสยามสมัยนั้น จึ่งประกาศร่วมมือกับฝ่ายอักษะ และเมื่อสงครามได้ดำเนินมาช่วงระยะหนึ่ง ปรากฏว่าฝรั่งเศสเป็นฝ่ายเสียอิสรภาพให้แก่เยอรมนี แล้วสยามจึ่งได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลฝรั่งเศสมีใจความว่า "ถ้ารัฐบาลฝรั่งเศสไม่สามารถจะรักษาประเทศแถบอินโดจีนได้ โดยเฉพาะแคว้นลาวและแคว้นเขมร ขอให้ส่งคืนแก่สยาม เพราะดินแดนเหล่านี้สยามเคยปกครองมาก่อน ฝรั่งเศสมาแย่งชิงไปจากสยาม" ดังนี้ และเมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่ายสยามจึงส่งตัวแทนมาติดต่อเจ้าเพชรราช พระองค์ดำรัสตอบว่า "สยาม หากเอาดินแดนลาวคืนไป ก็ขออย่าได้ริบเป็นสยามเหมือนภาคอีสาน แต่ขอให้คงไว้เป็นประเทศอารักขา" และด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้ากับเพื่อนอีกหลายคน จึ่งได้ติดต่อกับสยาม ตามแผนของเจ้าเพชรราช ซึ่งในการประสานติดต่อไปมานี้ พระองค์ทรงมอบให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ดำเนินการ โดยมีอีกหลายท่านกรุณาให้ความร่วมมือ เช่น ท่านหมอทองดี, ท้าวธรรมไชยสิทธิเสนา, ท้าวบัวจันทร์ อินทวงศ์, ท้าวคำใบ พิลาพันเดช, ท้าวบง ศรีรัตนกุล, ท้าวจันทลิ บรรณวงศ์, ท้าวอุดร ชนะนิกร เป็นต้น ส่วนฝ่ายสยาม หลวงพิบูลสงครามได้ส่งนายพลไสว แสนยากร ซึ่งขณะนั้นมียศเป็นพันตรีมาดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดหนองคายไว้ติดต่อกับฝ่าย ลาว เพราะนายพลไสวเป็นพระเจ้าหลานของเจ้าเพชรราช

แต่ความเคลื่อนไหว ของเจ้าเพชรราชและพวกข้าพเจ้าไม่รอดพ้นสายตาของฝรั่งเศสไปได้ และในที่สุดก็ถูกทางการฝรั่งเศสตามจับตัว เมื่อสยามประกาศสงครามกับฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๔๘๔ ขณะที่ฝรั่งเศสกับสยามรบกันนั้น ห้องทำงานของเจ้าเพชรราชได้ทรงย้ายไปที่โพนโฮง ส่วนข้าพเจ้าไม่ได้ตามเสด็จ แต่ก็ได้ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่ทุ่งนาใกล้บ้านหลักหิน ที่นั่นคืนหนึ่งมีกองทหารฝรั่งเศสไปล้อมจับ ข้าพเจ้ารู้ตัวก่อนจึงหลบหนีข้ามโขงไปฝั่งสยาม วันต่อๆ มาพรรคพวกของข้าพเจ้าอีกหลายคนก็ข้ามโขงไปสมทบรวมทั้งหมด ๔๓ คน ในจำนวนนั้นมีท้าวอุ่น ชนะนิกร, ท้าวอุดร, ท้าวธรรม เป็นต้น ส่วนภรรยากับลูกน้อย ๒ คนของข้าพเจ้า คือท้าวสมคิดและนางดาราซึ่งขณะนั้นอายุเพียง ๖ เดือน ก็ถูกทหารฝรั่งเศสจับไปขังไว้ที่โรงพยาบาลมโหสถ เมื่อสงครามสงบลงจึงได้รับการปล่อยตัว และข้ามโขงไปตามหาข้าพเจ้าที่ประเทศสยาม

เมื่อสงครามระหว่างสยามกับ ฝรั่งเศสสงบลง โดยการช่วยเหลือเกลี้ยกล่อมของญี่ปุ่นแล้ว คณะของข้าพเจ้าจึงถูกส่งลงไปประจำที่กรุงเทพฯ ซึ่งข้าพเจ้าได้เข้าทำงานที่หอสมุดแห่งชาติ ที่แผนกค้นคว้าหนังสือวรรณคดีโบราณ โดยเฉพาะของลาวเวียงจันและลาวเชียงใหม่ ส่วนท้าวธรรมและท้าวบัวจันทร์ ทำที่กรมโฆษณาการ ส่วนที่เหลือได้เข้าทำงานที่กรมรถไฟทั้งหมด

เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ กองทัพญี่ปุ่นได้บุกตะลุยผ่านประเทศสยาม เพื่อเข้าตีประเทศพม่าและอินเดีย ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางหอสมุดสยามเกรงว่าหากเกิดสงครามใหญ่ขึ้นหอสมุดอาจถูกทิ้งระเบิด (ของฝ่ายพันธมิตรที่ตามโจมตีญี่ปุ่น) และหนังสือเก่าแก่ที่ยังไม่ได้ค้นคว้าก็ยังมีจำนวนมาก ถ้าถูกระเบิดแล้วจะสูญหายไป ดังนั้นจึงรวบรวมหนังสือเก่าที่เป็นสมุดข่อยและใบลานบรรจุลงหีบไม้ฉำฉาได้ จำนวน ๓๐๐ กว่าหีบ ขนลงเรือใหญ่มอบให้ข้าพเจ้าดูแลนำไปเก็บไว้วัดอัปสรสวรรค์ จังหวัดธนบุรี

อยู่ ที่นี่เองข้าพเจ้าได้ค้นพบหนังสือผูกกาพย์กลอนเรื่องท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง, อินทิยานสอนลูก และเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง ข้าพเจ้าเพิ่งได้คัดลอกเรื่องท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง และอินทิยานสอนลูกเท่านั้น สำหรับเรื่องท้าวฮุ่ง ท้าวเจืองนั้น เมื่ออ่านดูแล้วเห็นว่าเป็นวรรณคดีลาวสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ใบลานตอนต้นๆ ของหนังสือผูกขาดหายไปสองสามใบ ซึ่งตามใบดัชนี หรือจดหมายเหตุระบุไว้ว่า ได้จากแขวงเชียงขวาง เมื่อครั้งไปปราบศึกฮ่อ (ประมาณปี ๒๔๓๐) ข้าพเจ้าจึงได้ชำระออกมาเป็นอักษรไทยตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๘๖ โดยความสนับสนุนจากสมเด็จพระมหาวีระวงศ์ เพื่อแจกในงานปลงพระศพเจ้าคุณศาสนดิลกผู้เป็นอาจารย์เมื่อครั้งเล่าเรียน อยู่ที่เมืองอุบล ช่วงระยะเดียวกันนี้ ข้าพเจ้าได้ตรวจชำระหนังสือเรื่องพระเวสสันดรชาดกที่เป็นร่ายยาว และอุรังคนิทาน (นิทานพระธาตุพนม) โดยแต่งออกเป็นกลอนลำมอบให้โรงพิมพ์ ส.ธรรมภักดี พิมพ์จำหน่าย

สืบเนื่องจากได้อ่านศึกษาค้นคว้าวรรณคดี เรื่องท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง จึ่งได้พิจารณาเห็นว่า กลอนลาวทั้งมวลนั้นเป็นกลอน ๗ ไม่ใช่กลอน ๘ กล่าวคือวรรคหนึ่งๆ มีเพียง ๗ คำเท่านั้น นอกจากวรรคหนึ่งมี ๗ คำแล้วก็มีคำบุพบท และคำท้ายเพิ่มเติมอีก ๒ หรือ ๔ คำ ดังนั้นกลอนลาวจึงเป็นกลอน ๗ หรือ ๙ หรือ ๑๑ ซึ่งกลอนแบบนี้ในคัมภีร์กาพยสารวิสาลินีของบาลีเรียกว่ากาพย์วิชชุมาลี เมื่อพิจารณาเห็นดังนี้ ข้าพเจ้าจึงได้แต่งตำราแบบแต่งกลอนลาวขึ้น ตั้งชื่อว่า แบบแต่งกลอนไทเวียงจัน เพื่อไม่ให้ขัดหูคนไทย และตั้งชื่อกลอนแบบท้าวฮุ่ง ท้าวเจืองหรือศิลป์ไชยว่า กลอนวิชชุมาลี แล้วพิมพ์ครั้งแรกออกจำหน่ายจำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม และเป็นครั้งแรกที่แบบแต่งกลอนนั้นได้เป็นแบบแต่งกลอนลาวมาจนกระทั่งทุก วันนี้

ครั้นเมื่อญี่ปุ่นผ่านประเทศสยามไปแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ขอย้ายจากหอสมุดไปประจำที่กรมโฆษณาการในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ และต่อมาก็ขอย้ายมาประจำหน่วยโฆษณาการ เขต ๑ จังหวัดหนองคาย

เมื่อ ครั้งได้ลงไปอยู่กรุงเทพฯ คราวนั้น ก็ได้พบคุ้นเคยและเป็นมิตรสหายกับกลุ่มนักการเมืองภาคอีสานหลายคน เป็นต้นว่า นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์, นายเตียง ศิริขันธ์, นายฟอง สิทธิธรรม และนายจำลอง ดาวเรือง ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงในสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทยในขณะนั้น การพบปะกันส่วนมาก เป็นการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบ้านการเมือง

เมื่อ มาประจำที่หนองคาย (ช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๖) เนื่องจากเงินเดือนไม่พอใช้ (ได้รับเงินเดือนเดือนละ ๒๕๐ บาท) และสมาชิกในครอบครัวก็เพิ่มขึ้นคือได้ลูกชายคือปาเกียน นอกจากนี้ยังมีลูกสาวจากภรรยาคนแรก คือนางมัลลิกา และหลานคนอื่นๆ มาอาศัยอยู่ด้วยหลายคน ประกอบกับเป็นช่วงภาวะสงคราม ข้าวของเสื้อผ้าทุกอย่างทั้งหายากและราคาแพง ภรรยาของข้าพเจ้าต้องไปซื้อดอกฝ้ายมาเข็นมาทอเป็นผืนไว้ตัดเครื่องนุ่งห่ม เอง เมื่อใดข้าพเจ้าหาปลาได้จำนวนมาก ก็ทำเป็นส้มปลา และปลาร้าไปขายด้วย นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังมีรายได้จากการแต่งกลอนลำขายให้หมอลำต่างๆ ด้วย ขณะนั้นได้ราคากลอนละ ๑๐-๒๐ บาท และมีผู้มาสมัครเรียนลำก็จำนวนมาก ทำให้ข้าพเจ้ามีรายได้เพิ่มเติมเป็นค่าอาหารเลี้ยงครอบครัว

ในขณะ เดียวกันนี้สภาพการณ์ที่อยู่ในประเทศไทยเอง ก็มีความขัดแย้งกัน กล่าวคือตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เป็นต้นมา เมื่อรัฐบาลโดยการนำของนายกรัฐมนตรีจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ประกาศร่วมมือกับญี่ปุ่นทำสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร (อังกฤษ, อเมริกา, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, จีน) นั้น ก็เกิดกลุ่มบุคคลคณะหนึ่ง อันประกอบด้วย ท่านปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน จัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น เพื่อต่อต้านญี่ปุ่น ด้วยเห็นว่าญี่ปุ่นนั้นอ่อนกำลังลงแล้ว เห็นสถานการณ์เช่นนี้ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ข้าพเจ้าก็ได้ข้ามโขงไปเวียงจันพร้อมด้วยนายฟอง สิทธิธรรม เพื่อขอกราบปรึกษาหารือเรื่องการบ้านการเมืองจากเจ้าเพชรราช แต่พระองค์เสด็จไปประทับที่หลวงพระบาง ได้เข้าเฝ้าแต่เจ้าสว่างวัฒนาซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งรัชทายาทมกุฎราช กุมาร พวกเราทูลถามถึงการกู้เอกราช แต่เจ้าสว่างวัฒนาไม่ทรงใส่พระทัย ตรัสว่าสุดแล้วแต่ชาติมหาอำนาจจะจัดการ ทำให้ข้าพเจ้าและนายฟองมีความเสียใจมาก จึงตัดสินใจกลับหนองคาย

ถึง เดือนมีนาคม ๒๔๘๘ กองทัพญี่ปุ่นได้เคลื่อนเข้ายึดครองราชอาณาจักรลาว และประกาศให้ลาวเป็นเอกราชในวงไพบูลย์ของญี่ปุ่น กลุ่มนักการเมืองอีสานกลุ่มดังกล่าวนั้นจึงได้มาชักชวนพรรคพวกของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นลาวพลัดถิ่นนี้ ให้รวมตัวกันกำจัดญี่ปุ่นทางการเมืองขึ้น โดยจัดตั้งเป็นขบวนการเสรีของประเทศลาวร่วมมือกับเสรีไทยภาคอีสานต่อต้าน ญี่ปุ่นด้วยกัน ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็หวังผลในความช่วยเหลือของประเทศมหาอำนาจที่ได้ ทำสนธิสัญญากันในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๘ ในข้อที่ว่า &q
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Anouvong
post Jul 21 2010, 12:15 PM
Post #4


AF Guru
Group Icon

Group: Members
Posts: 4,957
Joined: 12-February 09
From: Siamese City of Angels




ถึง เดือนมีนาคม ๒๔๘๘ กองทัพญี่ปุ่นได้เคลื่อนเข้ายึดครองราชอาณาจักรลาว และประกาศให้ลาวเป็นเอกราชในวงไพบูลย์ของญี่ปุ่น กลุ่มนักการเมืองอีสานกลุ่มดังกล่าวนั้นจึงได้มาชักชวนพรรคพวกของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นลาวพลัดถิ่นนี้ ให้รวมตัวกันกำจัดญี่ปุ่นทางการเมืองขึ้น โดยจัดตั้งเป็นขบวนการเสรีของประเทศลาวร่วมมือกับเสรีไทยภาคอีสานต่อต้าน ญี่ปุ่นด้วยกัน ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็หวังผลในความช่วยเหลือของประเทศมหาอำนาจที่ได้ ทำสนธิสัญญากันในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๘ ในข้อที่ว่า "เมื่อสงครามสงบลงแล้ว จะให้ประเทศทั้งหลายที่เป็นหัวเมืองขึ้นทั่วโลก เป็นเอกราช" กลุ่มของข้าพเจ้าได้ประชุมกันครั้งแรกที่บ้านของท้าวบัวจันทร์ อินทวงศ์ ในเมืองหนองคาย และได้ตกลงตั้งชื่อกลุ่มว่า "คณะลาวอิสระ" เพื่อไม่ให้ซ้ำกับขบวนการเสรีไทย ด้วยความวาดหวังนี้ คณะเราจึงได้ให้ความร่วมมือกับมหาอำนาจสัมพันธมิตรต่อต้านญี่ปุ่น ซึ่งข้าพเจ้าเองกับท้าวอุ่น ชนะนิกร ได้เดินทางผ่านกองทัพญี่ปุ่นจำนวนเรือนหมื่นที่จังหวัดอุดรธานีเดินทางไปยัง จังหวัดสกลนคร และนครพนม เพื่อไปติดต่อท้าวสิงกะโป (นายพลสิงกะโป ศรีโคตรจุลมณี) ในการร่วมมือกันเป็นครั้งแรก

ต่อมาวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๔๘๘ ญี่ปุ่นแพ้สงครามแก่ฝ่ายสัมพันธมิตร คณะเราจึงได้ประชุมกันเพื่อหาแนวทางให้ลาวได้รับเอกราชโดยสันติ มติคณะเห็นว่า ควรไปทูลปรึกษาเจ้าเพชรราช เพราะไม่เห็นใครอื่นจะเหมาะสมและใส่พระทัยเช่นท่าน ดังนั้นทางคณะจึ่งมอบให้ข้าพเจ้า, พันตำรวจตรีบุญมี ปัญญาทิพย์ และพันเอกบง พายเรือจากหนองคายมาที่บ้านศรีเชียงใหม่ ข้ามโขงมารอเข้าเฝ้าเจ้าเพชรราช ตรงที่เส้นทางไปหลวงพระบางบ้านหนองแต่งตามที่พระองค์ทรงนัดหมายไว้ แต่ท่านก็ไม่ได้เสด็จมาพบ มีแต่เจ้าสุวรรณภูมิมาเสด็จออกมาพบ เพราะว่าขณะนั้นทหารญี่ปุ่นยังไม่ถอนกำลังออกไปจากเวียงจัน เมื่อได้เฝ้าจึงทูลฝากเรื่องไปทูลเจ้าเพชรราช ว่าขอให้พระองค์ทรงสาส์นร้องขอคืนเอกราชต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ในพระนามของพระองค์ผู้ทรงดำรงตำแหน่งมหาอุปราชแห่งหลวงพระบาง และนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรหลวงพระบางขณะนั้น

เจ้าเพชรราชทรง ยื่นหนังสือในพระนามมหาอุปราชแห่งราชอาณาจักรลาวเรียกร้องให้ลาวได้รับ เอกราชต่อฝ่ายสัมพันธมิตร โดยผ่านตัวแทนอเมริกาคือ พ.อ.โฮลิเด ซึ่งเป็นหัวหน้าเสรีไทย ที่ค่ายหนองคันคู จังหวัดสกลนคร และกัปตันวิน ชาวอังกฤษที่เป็นหัวหน้าเสรีไทย ที่หนองคาย และอีกฉบับยื่นต่อรัฐบาลไทย ผ่านข้าหลวงหนองคาย คือ พ.อ.บง โดยข้าพเจ้าเป็นตัวแทนยื่น เสร็จแล้วคณะเราก็ข้ามโขงกลับมาเวียงจัน ตั้งสำนักงาน "ลาวสัมพันธมิตร" ขึ้น เพื่อติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตร และดำเนินการเมืองกันต่อไป เนื่องจากคณะเราต่างไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน เพราะยังหนุ่มเป็นผู้น้อยกันอยู่ ส่วนกลุ่มผู้หลักผู้ใหญ่ก็ไม่มีใครเคลื่อนไหว คณะเราจึงให้ข้าพเจ้าเชิญนักการเมืองภาคอีสาน ได้แก่ นายทองอินทร์ นายฟอง และนายจำลอง มาช่วยคิดช่วยดำเนินการ ข้าพเจ้าเดินทางไปถึงเมืองอุบล พบนายฟอง แต่ท่านมาไม่ได้เพราะยังเป็นผู้แทนราษฎรของไทยอยู่ จึงมอบให้นายอำพรมาแทน เพราะท่านผู้นี้ไม่ได้เป็นผู้แทนราษฎร ข้าพเจ้ากับนายอำพรก็เดินทางจากเมืองอุบลมาที่มุกดาหาร ขณะนั้นทหารญี่ปุ่นกำลังข้ามแม่น้ำโขงกลับไปประเทศไทย จากมุกดาหารเดินเท้ามาถึงนครพนม เพราะไม่มีรถเป็นระยะทาง ๔๘ กิโลเมตร ช่วงระยะที่กำลังเดินนี่เอง เราทั้งสองช่วยกันคิดออกแบบธงชาติลาว ที่ใช้อยู่จนกระทั่งทุกวันนี้มาตลอดเส้นทาง จนถึงเวียงจัน (นั่งรถมาตั้งแต่ธาตุพนม) จากนั้นก็ได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลลาวอิสระขึ้น และประกาศความเป็นเอกราชในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๔๘๘ นั้นเอง ในคณะรัฐบาลลาวอิสระนี้ ข้าพเจ้าได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงศึกษา (ได้ปฏิเสธตำแหน่งรัฐมนตรี) ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรรมการก่อตั้งสมาคมลาวเป็นลาว (ลปล.) และเป็นผู้จัดตั้งรัฐธรรมนูญฉบับแรกของลาว โดยความร่วมมือจากนายอำพร ซึ่งอิงตามรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย

รัฐบาลลาวอิสระ ดำเนินมาถึงวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๔๘๙ ก็สิ้นสุดลง เมื่อฝรั่งเศสกลับมายึดเวียงจันและแขวงอื่นๆ ได้อีก ทหารลาวส่วนหนึ่งแตกถอยร่นเข้าประเทศจีน โดยการนำของท้าวสุมา เมืองโคตร ข้าพเจ้าก็ได้หลบหนีไปอยู่หนองคายเช่นเดิม ขณะเกิดศึกเวียงจันคนทั้งหลายพากันขนข้าวของที่เป็นของฝรั่งเศส ของรัฐบาล แม้แต่ประตูหน้าต่างบ้านก็งัดเอาไปขาย ส่วนข้าพเจ้าไม่ได้แตะต้องสิ่งใดๆ เลย

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ นี้ ประเทศไทยได้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรขึ้นทั่วประเทศ ข้าพเจ้าก็ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งที่จังหวัดขอนแก่นตามความเห็นชอบและชักชวน ของเพื่อนฝูง ได้รับคะแนนนิยมดีพอสมควร แต่ไม่ได้ เพราะการโฆษณาไม่ทั่วถึง และไม่มีเงินที่จะใช้ในการนี้ การลงสมัครรับเลือกตั้งคราวนั้นเสียค่าประกันเพียง ๔๐๐ บาท และค่าถ่ายรูป ส่วนเงินจำนวน ๔๐๐ บาทนี้มีคนจ่ายให้ และค่าประกันนั้นก็ได้คืน ข้าพเจ้ามีเงินเพียง ๑๕ บาทเท่านั้นเอง

ปี พ.ศ. ๒๔๙๑ รัฐบาลไทยประกาศจับนักการเมืองภาคอีสาน อันได้แก่ นายเตียง นายทองอินทร์ นายจำลอง และนายฟอง เป็นต้น และออกหมายจับข้าพเจ้าไปสอบสวนด้วย เนื่องจากข้าพเจ้าคุ้นเคยและไปมาหาสู่กับท่านที่เอ่ยนามมานั้นเป็นการส่วน ตัวเสมอ ข้าพเจ้าทราบเรื่องก่อนที่ตำรวจจะมาเชิญตัว จึงตัดสินใจรีบข้ามโขงมาเวียงจันทันที (ในเดือนธันวาคม ๒๔๙๑) ช่วงเวลานั้นลาวได้รับเอกราชภายใต้การนำของฝรั่งเศส และได้จัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรขึ้นเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ข้าพเจ้าเข้าทำงานในสภาผู้แทนราษฎร โดยทำหน้าที่เป็นเลขานุการ มาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๔ จึงได้ย้ายไปประจำกระทรวงมหาดไทยชั่วคราว แล้วย้ายมาประจำกรมธรรมการ และนับแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ก็มาประจำการที่กระทรวงศึกษา ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการวรรณคดีชุดก่อตั้งที่มีจำนวน ๕ คน และเป็นเลขานุการคณะกรรมการวรรณคดีตลอดมา ขณะเดียวกันก็เป็นอาจารย์สอนวรรณคดีลาว และภาษาบาลีที่วิทยาลัยปาวีหลายปี ช่วงมาทำงานที่กระทรวงศึกษานี้ ข้าพเจ้ามีเวลาได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารใบลานที่สะสมรวบรวมไว้ตั้งแต่ครั้งที่ ตั้งเป็นพุทธบัณฑิตสภาจันทบุรีแล้ว

ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรแขวงเวียงจัน ในนามพรรคชาติก้าวหน้า แต่ไม่ได้รับเลือก ต่อมาเมื่อกองวรรณคดียกฐานะเป็นกรมวรรณคดี จึงได้มาดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าตลอดมา จนกระทั่งเกษียณอายุราชการรับบำนาญในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ และได้เป็นที่ปรึกษาสภาราชบัณฑิตในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ได้เข้าทำงานเป็นข้าราชการสัญญาจ้างที่กระทรวงธรรมการเรื่อยมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ก็ได้เป็นข้าราชการพิเศษของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแต่งตำราคู่มือครูให้กับโรงเรียนมัธยมตลอดมาจนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๘

หลัง จากประเทศชาติได้รับการปลดปล่อย ในวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๑๘ แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากรัฐบาลใหม่ โดยเป็นที่ปรึกษาวิชาการ คณะกรรมการค้นคว้าวิทยาศาสตร์และการศึกษา กระทรวงศึกษา
Go to the top of the page
 
+Quote Post
effottare
post Jul 25 2011, 11:00 AM
Post #5


Newbie
Group Icon

Group: Members
Posts: 14
Joined: 25-July 11
From: Virgin Islands




Hi my name is Alagmaway !
We are a professional team of doctors, with many years of experience, always trying to offer you the best products on the market. With our latest achievement, the new VIMAX Formula, you can get better, faster and greater results. Our new formula is more concentrated than the old one, so you have to take only one pill per day, for even better results. Why take two or three pills a day, when we can guarantee the same or even better results with only one pill. This can guarantee we are number one.
ADD 3 INCHES TO YOUR PENIS
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic

 



Lo-Fi Version Time is now: 25th May 2013 - 02:09 AM