AsiaFinest Forum
Ad: 123Designing.com

Welcome Guest ( Log In | Register )

 
Reply to this topicStart new topic
Mon Chronicle (in Thai), พงศาวดารมอ
Anouvong
post Aug 10 2010, 07:51 AM
Post #1


AF Guru
Group Icon

Group: Members
Posts: 4,957
Joined: 12-February 09
From: Siamese City of Angels




เรื่องพระราชพงศาวดารพม่ามอญนี้ เดิมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสสั่ง ขุนสมุทรโวหารในกรมพระอาลักษณ์ และขุนอักษรรามัญ นายขำเปรียญ นายสุดเปรียญ นายจุ รวมสี่นาย เป็นล่ามคัดแปลออกจากหนังสือรามัญใบลานเป็นภาษาสยาม เมื่อ จ.ศ.๑๒๑๙ แต่ท่อนปลายนั้นได้เรียงตามจดหมายเหตุ เมืองหงษาวดี เมืองอังวะ ต่อเข้าในท่อนต้น เสร็จแล้วเจ้าพนักงานเก็บไว้ในหอหลวง ยังไม่ใคร่แพร่งพรายรู้เรื่องกันทั่วไป ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลอจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ตีพิมพ์ ณ โรงพิมพ์หลวงในพระบรมมหาราชวัง
สาระในพงศาวดารมอญพม่าเก็บความได้ดังนี้
ค จุลศักราชในปฐมปริเฉทได้ ๕๒๒ สมเด็จพระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสแล้วแปดพรรษา เสด็จจาริกมาถึงเขาสุทัศนมรังสิต ซึ่งบัดนี้เป็นที่ตั้งเมืองหงษาวดีในประเทศรามัญ ครั้งนั้นประเทศที่จะเป็นที่ตั้งเมืองหงสาวดียังเป็นทะเลอยู่ แต่ภูเขาสุทัศนนั้น เมื่อน้ำแห้งงวดไปจะผุดขึ้นสูงประมาณยี่สิบสามวา ดูแต่ไกลเหมือนพระเจดีย์ ครั้นน้ำเปี่ยมฝั่งพอกระเพื่อมน้ำอยู่ พวกรามัญจึงเรียกว่า สุทัศนบรรพต ต่อมาไม้รกฟ้างอกขึ้นบนยอดเขาต้นหนึ่ง เรียกว่าเขาสุทัศนมรังสิตผุดขึ้นมานานมาเปลี่ยนไปเรียกว่า มุตาวจนทุกวันนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงประเทศที่จะตั้งเมืองหงสาวดีนั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นหงษ์ทองสองตัวลงเล่นน้ำอยู่ จึงทรงทำนายว่าสืบไปภายหน้า ประเทศที่หงษ์ทองทั้งสองลงเล่นน้ำนั้น จะเป็นมหานครขึ้น ชื่อว่าเมืองหงษาวดี และจะเป็นที่ตั้งพระธาตุสถูปเจดีย์ศรีมหาโพธิ พระศาสนาคำสั่งสอนของเราจะรุ่งเรืองตั้งอยู่ในที่นี้ ครั้นพระพุทธเจ้านิพพานได้พันปี หาดทรายที่ภูเขาสุทัศนมรังสิตนั้นได้ตื้นขึ้นมาได้สิบสามวา
ค มีเรือเภตราใหญ่ลำหนึ่ง แล่นข้ามมาแต่เมืองพิทยานคร จะไปค้าขาย ณ เมืองสุวรรณภูมิ เมื่อแล่นมาถึงประเทศที่จะตั้งเมืองหงษาวดี แขกพวกเรือได้เห็นหงษ์ทองสองตัว ก็พากันเชยชมหงษ์นั้น ครั้นกลับไปเมืองพิทยานคร แขกนายเรือไปกราบทูลพระเจ้าบัณฑุราชา ๆ ทราบเหตุจึงตรัสถามอาจารย์ผู้หนึ่งชื่อ อาทิตยภารทวาชะ เป็นผู้ฉลาดรู้ไตรเพทได้ทราบทูลถึงเรื่องในคัมภีร์จดหมายเหตุ ถึงเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงทำนายไว้ ในตำราไตรเพทก็มีความว่าไว้อย่างนั้น พระเจ้าบัณฑุราชาจึงตรัสว่า จำเราจะข้ามไปกำหนดจดหมายไว้ให้เป็นสำคัญ นานไปภายหน้าจะได้เป็นอาณาเขตของเราสืบไป แล้วให้เอาเสาศิลาท่อนหนึ่งให้จารึกอักษรศักราช ปีเดือน วันขึ้นแรมไว้ว่า ประเทศนี้พระองค์ได้มาจองไว้ แล้วให้ห้มเสาศิลาไว้ด้วยแผ่นเหล็ก ให้อาทิตยภารทวาชะ คุมพวกแขกลงเรือข้ามมาถึงประเทศดังกล่าว ไปดูชัยภูมิซึ่งจะเป็นที่ตั้งพระนคร เห็นหาดทรายที่หงษ์ทองทั่งคู่ลงมาจับอยู่นั้นเหมาะสม จึงให้ปักเสาศิลาลงในที่นั้นให้เป็นสำคัญ ล่วงไปได้อีกร้อยหกสิบปี หาดทรายดังกล่าวตื้นดอนขึ้นเป็นแผ่นดิน พระเจ้าบัณฑุราชองค์ต่อมาอีกสองชั่วพระองค์ได้ทราบว่าเสาศิลา ซึ่งพระเจ้าปู่ให้ปักไว้นั้น จะมีผลประโยชน์อยู่ จึงให้อำมาตย์ผู้หนึ่งคุมพวกแขกเจ็ดสิบคนมาอยู่รักษา ล่วงไปอีกห้าสิบหกปี ที่แห่งนั้นดอนขึ้น บางแห่งเป็นไร่นา บางแห่งเป็นป่ารนามรกชัฏอยู่
ค ครั้งนั้น ในเมืองอรินทรบุรี คือ เมืองภุกาม พระเจ้าโกวะธรรมได้ครองราชย์ในเมืองสุธรรมวดี คือ เมืองสเทิม พระเจ้าอรินธมราชได้ครองราชย์ ข้างทิศใต้ป่าเมาะตมะ มีเมืองหนึ่งชื่อเมืองรัมวดี คือ เมืองร่างกุ้ง พระเจ้าแผ่นดินที่ครองราชย์มีเจ็ดองค์ ๆ เป็นคำรบเจ็ด ทรงพระนาม พระเจ้าเสนะคงคา ในภูเขาแครงนาค มีฤาษีรูปหนึ่งชื่อโลมดาบศอาศัยอยู่ ยังมีนางนาคตัวหนึ่งแปลงเพศเป็นนางกุมารี ขึ้นมาเที่ยวที่ภูเขาแครงนาคได้ร่วมสังวาสกับเพทยธรคนหนึ่ง เป็นบุตรพระเจ้ากระลึงคราษฐ์
มีครรภ์ตกเป็นฟอง โลมดาบศพบเข้าเก็บมารักษาไว้ครบสิบเดือน ฟองไข่แตกออกเป็นกุมารีรูปงาม โลมดาบศจึงเลี้ยงไว้จนเจริญวัย พรานชาวเมืองริมวดีเห็นเข้า ก็ไปทูลพระเจ้าเสนะคงคาให้ทราบ พระเจ้าเสนะคงคาให้อำมาตย์ไปขอต่อ โลมดาบสมาเป็นอัครมเหสี พระนามวิมลาราชเทวี มีโอรสสององค์ชื่อ สมละกุมาร และวิมลกุมาร เมื่อราชกุมารทั้งสองเจริญวัย ต่อมาเมื่อทราบว่าพระอัครมเหสีเป็นชาตินาค ก็ถูกวางยาตายไป คนทั้งหลายรู้ความเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่ยอมให้ราชกุมารทั้งสองอยู่ในพระนคร นำไปมอบตัวให้แก่โลมดาบส ราชกุมารทั้งสองจึงได้ไปถวายตัวทำราชการอยู่ในพระเจ้าอรินธม ณ เมืองสุธรรมวดี นางภัทราราชกุมารี พระธิดาพระเจ้าอรินธมรักใคร่กับสะมลกุมาร พระเจ้าอรินธมทราบก็ทรงโกรธ ตรัสสั่งจะให้จับราชกุมารทั้งสองประหารชีวิตเสีย ราชกุมารทั้งสองหนีมาหาโลมฤาษี ๆ จึงแนะนำให้ไปอยู่ ณ ประเทศที่หงษาวดีมี ราชกุมารทั้งสองจึงเกลี้ยกล่อมผู้คนได้ร้อยเจ็ดสิบคน เอาไม้ไผ่มัดเป็นแพ แล้วข้ามไปยังประเทศหงษาวดี คนทั้งหลายที่อยู่บ้านชายป่า รู้ว่าราชกุมารทั้งสองข้ามมา ตั้งอยู่ในที่นั้นก็พากันมาอยู่ด้วยได้ประมาณพันคนเศษ ราชกุมารทั้งสองจึงปรึกษากันว่าพวกเราก็มากขึ้นแล้ว จะสร้างพระนครอยู่ในประเทศที่ใดจึงจะดี
ค ขณะนั้นสมเด็จพระอัมรินทราธิราช ได้ทราบความดำริของราชกุมารทั้งสอง ก็ทรงระลึกถึงพุทธพยากรณ์ จึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์นครวัฒกี มาถามราชกุมารทั้งสองว่าปรึกษากันด้วยการสิ่งใด ราชกุมารทั้งสองก็แจ้งให้ทราบ นครวัฒกีจึงบอกว่าการทั้งนี้ไว้เป็น พนักงานของเรา
ค นครวัฒกีมองไปดูเห็นประเทศข้างทิศตะวันออกที่หงษ์ทองจับอยู่เป็นชัยภูมิที่เหมาะ แต่ประเทศที่นั้นสจาตทุโล กับพวกแขกสิบเจ็ดคนไปตั้งรักษาอยู่เดิม และบอกว่าตำบลนี้เป็นของเรา และได้แจ้งที่มาของเรื่องแต่เดิมให้ทราบว่าได้ครั้งที่ตำบลนี้เป็นทะเลลึกได้สิบสามวา พระเจ้าบัณฑุราเยนได้ให้เอาเสาศิลามาทิ้งไว้ท่อนหนึ่ง ยาวเจ็ดศอกใหญ่ห้ากำจารึกอักษรศักราชไว้ นครวัฒกีจึงตอบว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการทำภายหลังเรา เราได้จดหมายจองไว้ เมื่อน้ำยังลึกได้ยี่สิบสามวา โดยได้เอาเสาทองคำท่อนหนึ่งยาวเจ็ดศอก กว้างเจ็ดกำ จารึกอักษรมาทิ้งไว้เป็นสำคัญมีแจ้งอยู่จนทุกวันนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงที่จะแสดงของสำคัญ ก็กล่าวอ้างแก่กับในวันรุ่งขึ้น ในคืนวันนั้นสมเด็จอัมรินทราธิราชจึง นฤมิตเสาทองคำแท่งขึ้นท่อนหนึ่ง พร้อมด้วยจารึกศักราชไว้ลึกลงไปใต้เสาศิลาของพวกแขกอีกสิบวา
ค วันรุ่งขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายมาพร้อมกันแล้ว สจาตทุโลจึงให้พวกแขกขุดลงไปลึกสิบสามวา เอาเสาศิลาขึ้นมาแสดงหลักฐาน ฝ่ายนครวัฒกีก็ให้พวกมอญขุดลึกลงไปอีกสิบวา เอาเสาทองคำขึ้นมาแสดงให้เห็นพร้อมทั้งจารึกศักราช สจาตทุโลจึงยอมแพ้ สถานที่ที่ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันนั้น เป็นกลางเมืองเรียกว่า อินทจักรเมือง ต่อมาได้สร้างพระสถูปลงไว้ ณ ที่นั้นเรียกว่า ยัดเติง คือ พระเจดีย์เห็นหลัก ฝ่ายสจาตทุโลกับพวกก็พากันไปตั้งอยู่ ณ ตำบลแห่งหนึ่ง รามัญเรียกว่า ตายคะลา คำไทยว่า โรงแขก
ค พระอินทรให้พวกมอญเอาเสาทองคำไปฝังไว้ข้างทิศใต้ ต่อมาพวกรามัญได้ก่อพระสถูปบรรจุพระเกษาธาตุไว้องค์หนึ่งเรียกว่า พระเจดีย์ได้ชนะ จากนั้นก็เริ่มสร้างพระนคร โดยเอาสถานที่ได้เสาทองคำขึ้นมา ที่หงษ์ทองทั้งคู่เคยจับอยู่นั้น ให้เป็นอินทจักรกลางเมือง สร้างกำแพง ค่าย ค ูประตู หอรบ พระราชวัง ปราสาททองเรือนยอดเสร็จแล้ว สมมตินามชื่อ เมืองหงษาวดี ได้ราชาภิเษกสมลราชกุมารผู้พี่ด้วยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้งห้า ครองราชย์ในเมืองหงษาวดี เมื่อศักราชในตติยปริเฉทได้ ๕๑๔ ปี พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วได้ ๑๑๑๖ พรรษา สมลราชกุมารเป็นปฐมกษัตริย์ทรงพระนาม พระเจ้าสักรทัต วิมลกุมารผู้เป็นอนุชา ทรงพระนามพระเจ้าสักตรทัดที่สอง และได้มีกษัตริย์สืบต่อมาอีกสิบเจ็ดพระองค์ สืบมาได้ร้อยห้าสิบปี ทั้งสิบหกพระองค์แรกล้วนทรงพระราชศรัทธา บำรุงพระพุทธศาสนา ตั้งอยู่ในไตรสรณาคมน์ และทศกุศลธรรมบท สร้างพระอุโบสถวิหาร การเปรียญ กุฎี ศาลา อาราม พระพุทธรูป พระสถูป พระเจดีย์ ปลูกต้นไม้ศรีมหาโพธิ ตั้งความเพียรเรียนภาวนา รักษาศีล มีเมตตาจิต ตั้งอยู่ในยุติธรรม มาถึงกษัตริย์องค์หนึ่ง ซึ่งเป็นที่สุดวงศ์องค์ที่สิบเจ็ด ทรงพระนามพระเจ้าติสราชา กลับถือทิฐิไปเลื่อมใสในลัทธิเดียรถี ไม่นับถือพระรัตนตรัย นับถือแต่เทพารักษ์ แล้วตรัสให้ราชบุรุษเก็บเอาพระพุทธรูปทั้งปวงไปทิ้งเสียในแม่น้ำคงคา
ค มีนางกุมารีคนหนึ่ง เป็นธิดาเศรษฐีอยู่ในเมืองหงษาวดี ชื่อนางภัทรา มีจิตรเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ตั้งอยู่ในไตรสรณาคมน์ และรักษาศีลบำเพ็ญทานมิได้ขาด วันหนึ่งขณะลงไปอาบน้ำในแม่น้ำ ได้คลำพบพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ปิดทองอร่ามงามนักจึงถามทาสีว่า เหตุใดพระพุทธรูปจึงมาจมน้ำอยู่เช่นนี้ นางทาสีก็บอกว่าพระเจ้าแผ่นดินตรัสสั่ง และถ้าผู้ใดนมัสการบูชาพระพุทธรูป พระสถูป พระเจดีย์ และนับถือคุณพระรัตนตรัยแล้ว ถ้าพระองค์ทราบจะให้จับฆ่าเสีย นางภัทราได้ฟังแล้วก็คิดว่าเราจะสู้เสียสละชีวิตถวายพระรัตนตรัยแล้ว จึงชวนทาสีที่เป็นบริวารงมพระพุทธรูปได้หลายองค์ยกไปตั้งไว้ในศาลา ตำบลที่นางภัทราคลำถูกพระพุทธรูปนั้น ต่อมาเรียกเป็นภาษารามัญว่า กยัดสะโปดเถาะ แปลเป็นไทยว่า ที่คลำถูกพระ
ค พระเจ้าดิสราชาทรงทราบก็ทรงโกรธ จึงตรัสให้ไปจับตัวนางภัทรา ขณะนั้นนางยังชำระล้างพระพุทธรูปไม่แล้ว ปรารถนาจำทำกุศลให้สำเร็จ นางจึงให้แหวนเพชรมีราคามากวงหนึ่งแก่ราชบุรุษ ขอผลัดแค่ให้พอชำระล้างพระพุทธรูปแล้ว จึงจะยอมไปตามรับสั่ง ราชบุรุษก็ยอมรออยู่ พระเจ้าดิสราชาจึงให้ราชบุรุษไปอีกพวกหนึ่ง นางขัดไม่ได้จึงยอมมา พระเจ้าดิสวาราตรัสถาม นางก็รับเป็นสัตย์ พระองค์จึงให้ฆ่านางเสียโดยให้พานางออกไปที่แจ้ง แล้วให้เอาช้างซับมันมาแทง นางจึงตั้งสัตยาธิษฐาน เอาคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แล้วแผ่เมตตาไปในพระเจ้าแผ่นดิน และควารญช้าง บริกรรมภาวนาว่า พุทธังสรณัง คัจฉามิ แต่เท่านี้ ด้วยอำนาจคุณพระรัตนตรัย คุณเมตตา บันดาลให้ช้างสะดุ้งตกใจกลัว ร้องอื้ออึงแล้วหนีไป พระองค์จึงให้พานางไปฝังลงในหลุมเพียงอก คลุมด้วยฟางข้าวเอาเพลิงจุดเผา นางก็ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย บริกรรมภาวนา แผ่เมตตาไปเหมือนเดิม เพลิงก็ไม่เป็นอันตราย พระองค์จึงตรัสถามกับนางว่า ถ้ารูปพระของนางประเสริฐแล้ว ทำให้ลอยขึ้นไปในอากาศได้นางจึงจะรอดชีวิต ถ้าทำไม่ได้ก็จะให้สับกายเสียเป็นเจ็ดท่อน นางก็เอาดอกไม้ธูปเทียนจุดบูชา ตั้งสัตยาธิษฐานว่า ข้าพเจ้านับถือคุณพระรัตนตรัยเป็นที่ยิ่งกว่าสิ่งทั้งปวง พระรัตนตรัยประเสริฐกว่าสิ่งทั้งหลายในโลก ด้วยเดชะ ความสัตย์ของข้าพเจ้าสองประการนี้ ขอให้พระรูปแปดองค์นี้ ลอยขึ้นไปในอากาศให้ถึงสำนักพระเจ้าแผ่นดิน ให้เห็นประจักษ์แก่ตาโลก จบคำอธิษฐานพระพุทธรูปทั้งแปดองค์ก็ลอยขึ้นไปบนอากาศ ที่พระพุทธรูปลอยนั้นต่อมาคนทั้งหลายได้สร้างพระเจดีย์ลงไว้ รามัญให้ชื่อว่า ตีละบอเติน คำไทยว่า พระบินขึ้น พระเจดีย์นั้นอยู่ข้างทิศตะวันออกของวัดปะลองซอน พระพุทธรูปทั้งแปดให้ลอยออกไปทางทิศตะวันตก ณ ที่ซึ่งพระพุทธรูปทั้งแปดลอยกลับออกมา ต่อมาคนทั้งหลายได้สร้างพระเจดีย์ชื่อว่า กะยัดปอ แปลว่า พระบิน ตำบลที่พระพุทธรูปทั้งแปดองค์ลงประดิษฐานนั้น เรียกว่า ตำบลกะยัดปอซอ คำไทยว่า พระลง พระเจ้าดิสราชาได้เห็นคุณของนางเป็นที่ประจักษ์ จึงตั้งนางเป็นพระอัครมเหสีให้ชื่อว่า สมเด็จพระภัทราราชเทวี พระนามยังปรากฎอยู่ถึงทุกวันนี้ ตั้งแต่นั้นมา พระเจ้าดิสราชาก็รู้คุณพระพุทธศาสนา จึงให้เที่ยวเก็บพระพุทธรูป ซึ่งหักพังมากองไว้แล้วได้พระเกศธาตุองค์หนึ่ง จึงก่อพระเจดีย์สวมพระพุทธรูปทั้งปวงไว้ แล้วบรรจุพระเกศธาตุไว้ในพระเจดีย์นั้น ให้ชื่อว่าพระโวรต แปลว่ากองแก้ว ต่อมาชื่อเปลี่ยนไปเรียกว่า กะยัดกลอมพะโว แปลว่า พระร้อยกอง ต่อมาชื่อเปลี่ยนไปอีกเรียกว่า กะยัดกลอมปอน แปลว่า พระเจดีย์ร้อยอ้อม ชื่อนั้นปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้ ครั้นพระเจ้าดิศราชาทิวงคตแล้ว เมืองหงษาวดีสิ้นวงศ์กษัตริย์รามัญ ร้างเป็นป่าไปครั้งหนึ่ง

This post has been edited by Anouvong: Aug 10 2010, 08:04 AM
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Anouvong
post Aug 10 2010, 07:53 AM
Post #2


AF Guru
Group Icon

Group: Members
Posts: 4,957
Joined: 12-February 09
From: Siamese City of Angels




ค กาลต่อมากษัตริย์พม่าชื่อว่า พระเจ้าอลังคจอสู่ เป็นใหญ่ในภุกามประเทศ ยกกองทัพมาตีเมืองหงษาวดีกับเมืองสเทิมได้ เสด็จประพาสป่าชื่อตำบลเมาะตมะ เห็นภูมิฐานสนุกจึงให้สร้างเมืองลง ณ ที่นั้น ให้ชื่อว่า เมืองเมาะตมะ แล้วตั้งแขกผู้หนึ่งเป็นเจ้าเมือง จากนั้นเสด็จลงไปประพาสป่า ณ ชายทะเลฝั่งตะวันออก ถึงตำบล ตะแว มีต้นทุเรียนมาก จึงให้สร้างเมือง ณ ที่นั้นให้ชื่อเมือง ตะแว คือ เมืองทะวาย ตั้งขุนนางพม่าคนหนึ่งให้เป็นเจ้าเมือง กับไพร่พลพอสมควร แล้วกวาดครัวรามัญเมืองหงษาวดี เมืองสเทิมไปเมืองภุกาม ทั้งสองเมืองก็ร้างไป เมืองทวายที่สร้างไว้ให้พวกพม่าอยู่นั้น คนในเมืองพูดภาษาพม่า ต่อมาภาษานั้นเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ว่าพม่าพอฟังได้ ภาษาทวายนั้นไม่เหมือนกับภาษารามัญ
ค จ.ศ.๖๓๐ พระเจ้าอลังคจอสู่สวรรคตไปแล้ว พระเจ้าภุกามองค์ใหม่ ตั้งขุนนางพม่าคนหนึ่งชื่อ สมิงอะขะมะมอญ ลงมาสร้างเมืองหงษาวดี รวบรวมพวกรามัญในที่ต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในเมืองหงษาวดีให้เป็นปกติดังเก่า ต่อมาสมิงอะขะมะมอญคิดขบถต่อพระเจ้าภุกาม แล้วได้ครองเมืองพะโค คือเมืองหงษาวดี ไม่ได้ขึ้นแก่เมืองพุกาม เชื้อวงศ์สมิงพม่าสามองค์ได้เสวยราชย์ในเมืองหงษาวดี เมื่อสมิงตะยาพยาได้เสวยราชย์นั้น ปี จ.ศ.๖๓๔
ค มีมอญรามัญคนหนึ่งชื่อมะกะโท เป็นชาวเมืองเมาะตมะ เป็นคนมีวาสนามีทรัพย์มาก มิตรสหายก็มีมาก เข้ามาทำราชการอยู่ในสมเด็จพระร่วงเจ้า ณ เมืองศุโขทัย แล้วหนีกลับมาเมืองเมาะตมะ จ.ศ.๖๔๓ คิดขบถจับ อสิมามางเจ้าเมืองเมาะตมะฆ่าเสีย แล้วได้เป็นใหญ่ในเมืองเมาะตมะ มีอานุภาพมาก หัวเมืองรามัญทั้งปวงยำเกรง แล้วตั้งตัวขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า สมิงวาโร คำไทยเรียกพระเจ้าฟ้ารั่ว
ค จ.ศ.๖๔๖ พระเจ้าฟ้ารั่วให้สร้างปราสาทในเมืองเมาะตมะ เป็นปฐมกษัตริย์ในเมืองเมาะตมะ
ค จ.ศ.๖๕๕ พระเจ้าฟ้ารั่วได้ช้างเผือกผู้ช้างหนึ่ง ชาวเมืองทั้งปวงจึงเรียกพระองค์ว่า ตะละจงพะต่าง แปลว่า พระเจ้าช้างเผือก พระเจ้าตะยาพยากับ พระเจ้าฟ้ารั่วส่งเครื่องบรรณาการไปมาถึงกัน ตั้งสัญญากันไว้ว่า ถ้าพม่ายกกองทัพลงมาเมื่อใดให้ยกไปช่วยกัน อย่าให้พม่าย่ำยีรามัญสืบต่อไปได้
ค ต่อมาพระเจ้าภุกาม ให้ยกทัพเรือมาตีเมืองหงษาวดี พระเจ้าฟ้ารั่วยกกองทัพมาช่วย ตีพม่าแตกกลับไป แล้วพระเจ้าตะยาพยาคิดคดต่อมิตร จะจับพระเจ้าฟ้ารั่วฆ่าเสีย พระเจ้าฟ้ารั่วรู้ตัวจึงได้ชนช้างกัน พระเจ้าฟ้ารั่วจับพระเจ้าตะยาพยาได้จึงฆ่าเสีย แต่นั้นมาเมืองพะโคคือ เมืองหงษาวดีก็อยู่ในอำนาจพระเจ้าฟ้ารั่ว ๆ ก็กลับมาครองราชย์ในเมืองเมาะตมะดังเก่า ได้เป็นใหญ่ในรามัญประเทศทั้งปวง
ค ตะแววุ่น เจ้าเมืองทวายคิดเกรงรามัญจะย่ำยี จึงมาขึ้นแก่พระเจ้าฟ้ารั่ว ณ เมืองเมาะตมะ
ค จ.ศ.๖๗๔ พระเจ้าฟ้ารั่ว สวรรคต มะกะตาผู้น้องพระเจ้าฟ้ารั่วได้ราชสมบัติ ได้พระนามว่าพระยารามประเดิด
ค จ.ศ.๖๗๖ สมิงมังลคิดพี่เขยจับพระยาประเดิดฆ่าเสียแล้ว ให้บุตรชายครองราชย์ได้พระนามว่า พระยาแสนเมือง ขณะนั้นตะแววุ่น เจ้าเมืองทวาย เมื่อรู้ข่าวว่าพระเจ้าฟ้ารั่วสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ไม่มาขึ้นแก่เมืองเมาะตมะอีกต่อไป
ค จ.ศ.๖๘๐ พระเจ้าแสนเมือง ยกกองทัพไปตีเมืองทวายได้ แล้วไปตีเมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูนได้แล้ว ให้พระเจ้าเชียงใหม่ถือน้ำพระพิพัฒสัตยา ถ้าถึงปีแล้วให้นำเครื่องราชบรรณาการไปถวาย พระองค์อยู่ในราชสมบัติสิบสี่ปี จ.ศ.๖๘๑ สิ้นพระชนม์ เจ้าชีผู้น้องได้ครองราชย์ได้พระนามว่าพระยารามไตย เสวยราชย์ได้แปดปี ขุนนางรามัญชื่อ ชีปอนฆ่าในปี จ.ศ.๖๘๙ ได้มีการฆ่ากันอีกหลายคน จนถึงพระยาอายลาว ครองราชย์ได้สิบแปดปี
ค จ.ศ.๗๐๗ พระยาอายลาวถึงแก่กรรม พระยาอู่ได้เสวยราชย์เป็นองค์ที่แปด มีช้างเผือกทุกองค์ ชาวเมืองเรียกว่าพระเจ้าช้างเผือกทั้งแปดองค์ เมืองเมาะตมะเกิดขบถเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินเนือง ๆ เมืองเชียงใหม่ก็ตั้งแข็งเมือง จ.ศ.๗๑๐ เจ้าเมืองเชียงใหม่ยกกองทัพมาตีเมืองเมาะตมะแต่ตีไม่ได้
ค จ.ศ.๗๑๖ พระยาอู่ให้สมิงพะตะบะ อยู่รักษาเมืองแล้วไปคล้องช้างในป่า ต่อมาสมิงพะตะบะเป็นขบถ พระยาอู่เข้าเมืองเมาะตมะไม่ได้ จึงไปตั้งอยู่ในเมืองพะโค จ.ศ.๗๒๐ พระยาอู่เสวยราชในเมืองหงษาวดีได้สิบสองปี จ.ศ.๗๓๔ พระยาอู่ได้ก่อสร้างพระเกศธาตุเจดีย์ในเมืองร่างกุ้ง ให้โตใหญ่สูงขึ้นอีกสี่สิบศอก พระยาอู่เสวยราชในเมืองเมาะตมะมาสิบหกปี และเสวยราชย์ในเมืองหงษาวดีอีกสิบเก้าปี รวมเสวยราชย์สามสิบห้าปี พระชนมายุได้หกสิบปี

ค จ.ศ.๗๔๕ พระยาอู่ทิวงคต พระโอรสชื่อสีหราชาได้ครองราชย์ เรียกว่า พระเจ้าราชาธิราช ต้องปราบข้าศึกมาก จนสิ้นศัตรู แล้วก็ได้เป็นใหญ่ในรามัญประเทศ แล้วได้ทำศึกกับพม่าเนือง ๆ จึงมิได้สถาปนาพระมหาธาตุ และอาราม ได้แต่สัการบูชาบำเพ็ญทานอยู่ได้ประมาณสามสิบแปดปี พระชนมายุได้ ห้าสิบสี่ปีก็ทิวงคต เมื่อปี จ.ศ.๗๘๓ โอรสชื่อพระยาธรรมราชาได้ครองราชย์ต่อมา อยู่ได้สามปีก็ทิวงคต เมื่อปี จ.ศ.๗๘๖ พระชนม์ได้สามสิบสองปี
ค น้องพระธรรมราชาชื่อพระรามเกิดได้เสวยราชย์ต่อ เป็นผู้ฉลาดในกลอุบาย เอาชัยชนะข้าศึกประจามิตรได้โดยง่าย ไม่ต้องทำสงคราม มีพระทัยกว้างขวาง ได้สร้างกุศลไว้ในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก ได้ทรงเตรียมการไว้จะก่อพระเจดีย์ย่างกุ้งให้สูงขึ้นหกสิบศอก จ.ศ.๘๑๕ ได้ลงมือก่อพระเจดีย์ยังไม่ทันแล้วก็สินพระชนม์ในปี จ.ศ.๘๑๘ ครองราชย์ได้สามสิบห้าปี พระชนม์ได้หกสิบห้าปี
ค พระยาแก่นท้าวได้ครองราชย์ทรงรักษาสุจริต บำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ บำรุงสมณชีพราหมณ์ราษฎรให้เป็นสุข เป็นผู้ซื่อตรงที่ควรทำโทษก็ทำโทษ ที่ควรจะโปรดก็โปรดตามความชอบ คนทั้งหลายเกรงกลัวนัก ชวนกันสอนบุตรหลานไม่ให้กระทำความชั่ว บ้านเมืองก็อยู่เย็นเป็นสุข
ค พระเจ้าแก่นท้าวมีอีกพระนามหนึ่งว่า พระยาพะโร ได้บำรุงพระพุทธศาสนามาก ทรงบริจาคทรัพในการก่อพระเจดีย์ย่างกุ้ง ที่ยังค้างอยู่นั้น ได้ก่อสวมขึ้นไปจนถึงคอระฆัง เพราะมีพระทัยเอ็นดูราษฎรมากไม่เร่งรัด ครองราชย์ได้สี่ปี จ.ศ.๘๒๒ พระชนม์ได้ยี่สิบห้าปีก็สวรรคต
ค พระยาทาษราชา เป็นหลานพระยายักขราชาได้ครองราชย์ จ.ศ.๘๒๕ ทิวงคต
ค พระยายุตราชา เป็นหลาน พระยายักขราชา ได้ราชสมบัติ คนทั้งหลายเรียก สมิงกำลัง แปลว่าพระยากำพร้า ใจร้ายนัก มีแต่ทำการบาปหยาบช้า มิได้คิดการกุศลและบำรุงพระพุทธศาสนา ครองราชย์เจ็ดเดือนก็สวรรคต ในปี จ.ศ.๘๒๕ พระราชธิดาของพระเจ้าราชาธิราชยังเหลืออีกองค์หนึ่ง รามัญเรียกว่า วิสัทธราชา ต่อมาเรียกพระยาท้าวได้ครองราชย์ ได้บำเพ็ญพระราชกุศล และบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก ได้ปฏิสังขรณ์ซ่อมแปลงพระสถูปน้อยใหญ่ สร้างอาราม กุฎี พิหาร ถวายพระภิกษุนับประมาณมิได้ มีบุญญาธิการมาก กษัตริย์ต่างเมืองนำเครื่องราชบรรณาการมาถวายก็มาก
ค ข้างภุกามประเทศ พระเจ้าภุกามให้สร้างเมืองใหม่แล้วให้ชื่อว่า เมืองอังวะ อยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิราวดี ฝั่งตะวันออก ตรงเมืองจะเกิงขาม เหนือเมืองภุกามเก่าขึ้นมาทางประมาณห้าวัน เมืองพุกามนั้นพม่าเรียกว่า เมืองปะกัน รามัญเรียก เมืองพะกำ แล้วพระเจ้าภุกามก็ยกมาตั้งอยู่ ณ เมืองอังวะๆ ก็เป็นเมืองหลวงในประเทศพม่าตั้งแต่นั้นมา เมื่อขณะนางพระยาท้าวได้ครองราชย์ในเมืองหงษาวดี
ค พระเจ้าอังวะทรงทราบว่า เจ้าแผ่นดินเมืองรามัญเป็นสตรีก็ดีพระทัยนัก ปรารถนาจะได้รามัญประเทศเป็นเขตแดนของพระองค์ ล่อลวงนางพระยาท้าวให้เสด็จออกจากเมืองหงษาวดี แล้วขุนนางพม่าก็จับพระนางไปถวายพระเจ้าอังวะ ๆ จึงตั้งพระนางเป็นพระอัครมเหสี ตั้งแต่นั้นมาหัวเมืองรามัญทั้งปวงก็อ่อนน้อมต่อพระเจ้าอังวะ
ค พระมหาปิฎกธะระ ราชบุตรเลี้ยงนางพระยาท้าว อุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ ได้ปรึกษาขุนนางรามัญทั้งปวง จะคิดอุบายพานางพระยาท้าวกลับมาครองกรุงหงษาวดีดังเก่า จึงได้เที่ยวเทศนาในเมืองทุกตำบล ขุนนางและราษฎรในเมืองอังวะก็นิยมนับถือจนมีชื่อเสียงปรากฏไป ต่อมาได้เข้าไปเทศนาในพระราชวัง จึงได้พบกับนางพระยาท้าวยินดีนัก ได้ตกลงกันที่จะเชิญเสด็จกลับมาเมืองหงษาวดี จึงคิดอุบายพาพระนางมาเมืองหงษาวดีได้ แล้วรามัญทั้งปวงก็มิได้นอบน้อมต่อพระเจ้าอังวะสืบไป
ค ต่อมา พระมหาปิฎกธารา คิดสงสัยตัวด้วยลักพานางพระยาท้าวลงไปนั้น จะเกี่ยวข้องในข้ออทินาทานสิกขาบท เห็นว่าจะไม่บริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนา จึงได้สึกออกมาแล้วนางพระยาท้าวก็ตั้งให้เป็นพระยาอุปราช นางพระยาท้าวครองราชย์เมื่อภายหลังนี้ได้เจ็ดปี ก็มอบราชสมบัติให้แก่พระยาอุปราช แล้วเสด็จลงมาเมืองร่างกุ้ง ให้ก่อพระอุโบสถในที่ใกล้พระเจดีย์ร่างกุ้ง ให้ยกฉัตรยอดพระเจดีย์ใหญ่ แล้วให้เอาเงินมาชั่งหนักเท่าพระองค์ คิดเป็นราคาทองหนักยี่สิบห้าชั่ง ให้ช่างแผ่หุ้มพระเจดีย์ตแต่ยอดลงมา แล้วตั้งราชบุรุษเป็นตัวนายใหญ่สี่คน นายรองสี่คน ไพร่ร้อยคนให้เป็นข้าพระปฏิบัติ พระเกศธาตุร่างกุ้ง แล้วให้หล่อระฆังหนักร้อยเจ็ดสิบชั่งไว้สำหรับตีที่ลานพระเจดีย์ ได้ปักเสาศิลามีแป้นรายรอบพระเจดีย์ ฯลฯ นางพระยาท้าวพระชนม์หกสิบห้าปีก็สิ้นพระชนม์ เมื่อปี จ.ศ.๘๓๒ ในปีนั้นพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา ยกกองทัพมาตีเมืองทวายได้แล้วกวาดครัวเรือนทวายไปมาก พระยาอุปราชมีชื่อว่าพระยาธรรมเจดีย์ เพราะเหตุทรงพระไตรปิฎก พระองค์ชำนาญทั้งคดีโลกคดีธรรม มีพระราชศรัทธามาก ออกไปตั้งพระราชวังอยู่ในทิศตะวันตกของพระมุตาว ต่อมาได้เสด็จไปเมืองร่างกุ้ง ให้หล่อระฆังใบใหญ่ใบหนึ่งทองหนักแสนแปดหมื่นชั่ง ปากกว้างแปดศอก ลึกสิบศอก สร้างไว้บริเวณพระเกศธาตุเจดีย์ พระองค์ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน สิบสี่ปีก็สิ้นพระชนม์เมื่อปี จ.ศ.๘๕๓
ค ราชบุตรพระเจ้าธรรมเจดีย์ชื่อหัตถีราชา คนทั้งหลายเรียกว่าพระยาราม ได้ฆ่าราชกุมารพี้น้องทั้งหลายเป็นอันมากด้วยเกรงจะชิงราชสมบัติ ต่อมาจึงตั้งอยู่ในราชธรรมสิบประการ
ค จ.ศ.๘๕๔ เกิดพายุใหญ่ฉัตรยอดพระเจดีย์ร่างกุ้งหักพังลงมา ลมพาไปตกถึงเมืองเสี่ยง พระยารามได้จัดแจงยกขึ้นดังเก่า พระชนม์ได้สี่สิบแปดปี ก็สร้างพระเจดีย์สี่สิบองค์ล้อมพระเจดีย์ใหญ่ในเมืองร่างกุ้ง พระองค์พระชนม์ได้ หกสิบเจ็ดปีก็สิ้นพระชนม์ ราชบุตรชื่อพระธิโรราชาได้ครองราชย์ ตั้งอยู่ในยุติธรรมน้อยนัก
ค จ.ศ.๘๙๒ พระเจ้าธิโรราชา ยกทัพไปตีกรุงศรีอยุธยา ตีล่วงเมืองกาญจนบุรี เมืองสุพรรณบุรี เข้าไปจนเห็นกำแพงกรุงศรีอยุธยา แล้วเห็นว่าจะทำการต่อไปไม่สะดวกด้วยขัดสนสะเบียง จึงส่งทัพกลับกรุงหงษาวดี พระชนม์ยี่สิบแปดปีก็สิ้นพระชนม์ เมื่อปี จ.ศ.๙๐๑
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Anouvong
post Aug 10 2010, 07:54 AM
Post #3


AF Guru
Group Icon

Group: Members
Posts: 4,957
Joined: 12-February 09
From: Siamese City of Angels




ค พระเจ้าแผ่นดินซึ่งเป็นชาติรามัญได้เป็นใหญ่ในรามัญประเทศเพียงเท่านี้ เมื่อพระยาพะธิโรราชานั้นล่วงไปแล้ว กษัตริย์พม่าองค์หนึ่ง รามัญเรียกว่า ฝรั่งมังส่วย ไทยเรียกว่า ฝรั่งมังโสดถิ์ ยกทัพมาตีเมืองหงษาวดีได้แล้วให้ราชบุตรชื่อฝรั่งมังตรีผู้เป็นพระยาอุปราช อยู่ครองสมบัติในเมืองอังวะ จึงลงมาเป็นใหญ่อยู่ในเมืองหงษาวดี ได้สละพระมหามงกุฏทรงประดับเพชรมีราคามากถวายพระเกศธาตุร่างกุ้ง และได้ถวายพระอัครมเหสีเป็นทาสีพระเกศธาตุ แล้วไถ่พระอัครมเหสีด้วยทองคำสิบชั่ง เพื่อสละเป็นเครื่องสักการบูชาพระเกศธาตุ
ค จ.ศ.๙๐๕ พระเจ้าฝรั่งมังโสดถิ์ผู้เป็นใหญ่ในเมืองหงษาวดี มีรับสั่งถึงพระเจ้าฝรั่งมังตรีผู้เป็นพระยาอุปราชอยู่ ณ เมืองอังวะ ให้เกณฑ์พลพม่าทั้งปวงลงมาสมทบกองทัพรามัญ ณ เมืองหงษาวดี แล้วพระเจ้าฝรั่งมังโสดถิ์ จึงยกพลพม่ารามัญ เข้าไปตีกรุงศรีอยุทธยา ไปโดยทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ตีล่วงหัวเมืองสุพรรณบุรีเข้าไปถึงชานกรุงศรีอยุทธยา พวกพลล้มตายเป็นอันมากทั้งสองฝ่าย ก็ยังไม่ได้กรุงศรีอยุธยา กองทัพพม่ามอญขาดเสบียงลง จึงให้ล่าทัพกลับเมืองหงษาวดีโดยทางด่านบ้านรแหงทิศเหนือกรุงศรีอยุทธยา
ค จ.ศ.๙๑๐ พระเจ้าฝรั่งมังโสดถิ์ ให้เกณฑ์กองทัพเมืองหงษาวดี เมืองอังวะ เมืองเชียงใหม่ พร้อมกันแล้วจึงให้อินแซะราชบุตรชื่อ ว่าฝรั่งมังตรีที่พระมหาอุปราชเป็นแม่กองทัพน่า พระองค์เป็นทัพหลวง ยกไปกรุงศรีอยุทธยาโดยทางบ้านรแหง ตีล่วงหัวเมืองฝ่ายเหนือลงไปจนถึงกรุงศรีอยุทธยา แล้วตั้งทัพอยู่ ณ ตำบลทุ่งภูเขาทอง ตั้งแผ่ออกรายล้อมรอบกำแพงกรุงศรีอยุทธยา
ค พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา เห็นจะต่อสู้มิได้ จึงเสด็จออกมาเจรจากับพระเจ้าหงษาวดี ทั้งสองกลับเป็นไมตรีกันให้สัญญากันว่าจะไม่ทำร้ายแก่กันสืบไป พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาก็จัดเงินทองของดีมีค่าต่าง ๆ และช้างเผือก กับม้าดี ถวายมามาก แล้วพระเจ้าหงษาวดี จึงเลิกทัพกลับโดยทางด่านบ้านระแหง
ค จ.ศ.๙๑๒ พระเจ้าฝรั่งมัดโสดถิ์ สินพระชนม์ ครั้งนั้นมีราชวงศ์กษัตริย์รามัญองค์หนึ่งคิดกับท้าวพระยารามัญทั้งปวง พร้อมใจกันจับขุนนางพม่าในเมืองหงษาวดี และในหัวเมืองรามัญทั้งปวงฆ่าเสียโดยมาก แล้วตั้งพระราชวงศ์กษัตริย์นั้นทรงพระนามพระเจ้าธอชุกคะลี ครองราชย์ในเมืองหงษาวดีต่อมา พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธาจึงเอาแก้ววิเศษต่าง ๆ ไปประดับฉัตรยอดพระเจดีย์ย่างกุ้ง
ค พระเจ้าฝรั่งมังตรีผู้เป็นพระมหาอุปราชทราบเหตุการณ์ในเมืองหงษาวดีแล้ว จึงจัดกองทัพมาติดเมืองหงษาวดี จ.ศ.๙๑๓ พระองค์ก็ตีเมืองหงษาวดีได้
ค พระเจ้าธอชุกคะลี หนีออกไปอยู่ป่าซ่อนตัวอยู่ในซอกเขาแห่งหนึ่ง จ.ศ.๙๑๔ พระเจ้าฝรั่งมังตรี ก็ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินในเมืองหงษาวดี ให้ราชบุตรเขยไปครองอยู่ ณ เมืองอังวะ
ค จ.ศ.๙๑๗ พระเจ้าฝรั่งมังตรีให้เกณฑ์กองทัพพม่ากองทัพมอญ ให้อินแซะนันทกู ผู้เป็นราชบุตร ซึ่งเป็นพระมหาอุปราช เป็นแม่ทัพหน้ายกเข้าไปตีกรุงศรีอยุทธยาทางด่านแม่ละเมาะ บ้านรแหง แล้วเลยมาทางเมืองพิศณุโลก ครั้งนั้นเจ้าเมืองพิศณุโลก เป็นราชบุตรเขยพระเจ้าช้างเผือก ณ กรุงศรีอยุธยา เกรงอานุภาพพระเจ้าหงษาวดี จึงยกกองทัพฝ่ายเหนือทั้งปวง มาบรรจบกองทัพพระเจ้าหงษาวดี แล้วตามไปตีกรุงศรีอยุทธยาด้วย พระเจ้าหงษาวดีตั้งทัพหลวง ณ ทุ่งภูเขาทองฝั่งตะวันตกแห่งพระนคร จ.ศ.๙๑๘ พระเจ้าหงษาวดีก็ได้กรุงศรีอยุธยา พระเจ้าช้างเผือกสวรรคตเสียก่อน เมื่อยังล้อมกรุงศรีอยุทธยาอยู่ พระเจ้าหงษาวดีจึงอภิเษกเจ้าเมืองพิศณุโลก เป็นเจ้าพระนครศรีอยุทธยา ให้ถือน้ำพระพิพัฒสัตยาเป็นเมืองขึ้นแก่กรุงหงษาวดี ถึงปีให้ส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายตามธรรมเนียม แล้วยกทัพกลับทางด่านบ้านรแหง
ค จ.ศ.๙๑๙ พระเจ้าธอชุกคะลี กับพระมเหสีที่ซ่อนอยู่ในป่าถึงแก่พิราลัยในป่า พะตอย
ค พระเจ้าฝรั่งมังตรีมีอานุภาพมาก ชนะพระเจ้าแผ่นดินทั้งปวงในประเทศต่าง ๆ ได้เป็นใหญ่ในประเทศทั้งสี่ คือ รามัญประเทศ ภุกามประเทศ สยามประเทศ มลาวประเทศ รามัญเรียก พระเจ้าฝรั่งมังตรีว่า ตะละพะเนียเธอเจาะ แปลว่า พระเจ้าชนะสิบทิศ จ.ศ.๙๑๔ เมื่อพระเจ้าชนะสิบทิศแรกได้ราชสมบัตินั้นเจ้าลังกาชื่อพระยา วิมะละธรรมสุริย เป็นใหญ่อยู่เมืองศิริวัฒนะในเกาะลังกา ปรารถนาจะได้พระสงฆ์ที่ศีลบริสุทธิ์ ไปบวชกุลบุตรสืบสมณวงศ์ในลังกา จึงแต่งพระราชสาส์น และเครื่องราชบรรณาการมา ณ เมืองยะไข่ ซึ่งอยู่ในอำนาจ พระเจ้าชนะสิบทิศ ๆ จึงมีรับสั่งให้เจ้าเมืองยะไข่ จัดพระสงฆ์ และพระไตรปิฎก กับเครื่องราชบรรณาการตอบแทนส่งออกไป พระเจ้าลังกาปรารถนาจะเป็นพระราชไมตรีกันต่อไป ต่อมาจึงส่งราชธิดาองค์หนึ่งกับเครื่องมงคลราชบรรณาการมาถวาย พระเจ้าหงษาวดียินดีนักตั้งพระราชมารดาอินแซะนันกู เป็นพระอัครมเหสีใหญ่ ตั้งราชธิดาพระเจ้าช้างเผือกกรุงศรีอยุธยาเป็น พระมเหสีฝ่ายซ้าย ตั้งนางกษัตริย์ลังกาเป็น พระมเหสีขวา พระเจ้าฝรั่งมังตรีครองราชย์ได้ยี่สิบเก้าปี จนถึง ปี จ.ศ.๙๒๖ ก็สวรรคต อินแซะนันกู หรือที่มอญเรียกว่า นานกะยะผู้เป็นพระมหาอุปราชได้ครองราชย์สืบมา
ค จ.ศ.๙๒๗ พระราชบุตรพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา เมื่อทราบว่าพระเจ้าชนะสิบทิศสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ยกกองทัพขึ้นมา ณ เมืองหงษาวดี ทางด่านแม่ละเมาะ ว่าจะมาช่วยทำราชการสงครามตีเมืองอังวะ ครั้นถึงปลายแดนเมืองหงษาวดี พระราชบุตรกลับคิดขบถ กวาดครัวหัวเมืองปลายแดนได้แล้ว ก็กลับคืนไปกรุงศรีอยุธยา พระเจ้านันกูตรัสสั่งให้ราชบุตรผู้ใหญ่ชื่อมังษาเกียด อันเป็นที่มหาอุปราช ยกกองทัพตามไปจับพระราชบุตรกรุงไทยให้ได้ พวกราชบุตรกรุงไทยยกข้ามแม่น้ำจิตดองไปแล้ว พระมหาอุปราชเห็นจะตามไม่ทัน จึงยกกองทัพกลับ
ค จ.ศ.๙๒๙ พระเจ้าหงษาวดีตรัสสั่งให้พระเจ้าเชียงใหม่ ยกทัพไปตีกรุงศรีอยุทธยาโดยทางเมืองกำแพงเพ็ชร ให้เจ้าเมืองพะสิมยกไปทางเมืองกาญจนบุรี ให้ถึงพร้อมกันแล้วช่วยกันระดมตีกรุงศรีอยุทธยา พระราชบุตรทั้งสองของพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ก็รับอาสาพระราชบิดามาทำสงคราม ตีกองทัพเมืองหงษาวดีทางเหนือทางใต้แตกกลับมาสิ้น
ค จ.ศ.๙๓๐ เกิดแผ่นดินไหว พระเจดีย์เมืองร่างกุ้งทะลายลงมาเพียงชั้นกลาง พระเจ้าหงษาวดีสั่งให้กะเกณฑ์กันทำให้ปกติดังเก่า
ค จ.ศ.๙๓๑ พระเจ้าหงษาวดี ยกทัพไปตีกรุงศรีอยุธยาโดยทางด่านเชียงทอง ยกไปตั้งถึงชานเมืองแล้ว ตั้งค่ายประชิดกรุงอยู่หกเดือน ครั้นถึงฤดูฝนก็ยกทัพกลับ
ค จ.ศ.๙๓๒ พระเจ้าหงษาวดียกทัพไปตีกรุงศรีอยุทธยาอีก ครั้นไม่ได้แล้วก็กลับมา ตั้งแต่นั้นมา ก็ขยาดฝีมือพระราชบุตรกรุงไทยทั้งสองพี่น้องนัก และมิได้ยกไปทำสงครามสืบไป จ.ศ.๙๔๐ เมื่อทราบข่าวว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาสวรรคต จึงตรัสสั่งให้ มหาอุปราชยกกองทัพไปตีกรุงศรีอยุทธยา พระเจ้าเชียงใหม่เป็นทัพหน้า พระมหาอุปราชเป็นทัพหลวง ยกเข้าไปทางด่านกาญจนบุรี
ค พระเจ้ากรุงไทยทั้งสองพี่น้องยกทัพออกไป พบทัพพระมหาอุปราชา ณ แขวงเมืองสุพรรณบุรี รามัญกับไทยได้รบกันเป็นสามารถ พระเจ้ากรุงไทยผู้เป็นพระเชษฐาไสช้างไปชนกับช้างพระมหาอุปราช ช้างมหาอุปราชเสียทีเบือนไป พระเจ้ากรุงไทยฟันด้วยพระแสงของ้าว พระมหาอุปราชถึงแก่กรรมในที่นั้น
ค พวกพม่ารามัญทั้งปวงก็แตกกลับเมืองหงษาวดี แต่นั้นมาก็ให้ระอาฝีมือไทย มิได้คิดที่จะมาตีกรุงศรีอยุทธยาสืบไป
ค จ.ศ.๙๔๒ พระเจ้าเชียงใหม่ได้ยินข่าวว่าพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา จกยกทัพออกไปตีเมืองหงษาวดี ก็เกรงกลัวนักจึงแต่งเครื่องราชบรรณาการลงไปถวาย ขอเป็นเมืองขึ้นแก่กรุงศรีอยุทธยา ในปีนั้น พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาให้เสนาบดีออกไปตีเมืองทวาย เมืองมะริด เมืองตะนาวใต้ เมืองทั้งสามก็เป็นเขตแดนของกรุงศรีอยุทธยาแต่นั้นมา ครั้งนั้นสงครามมอญกับไทยงดกันไปถึงเจ็ดปี รามพี่น้องัญทั้งปวงกลัวอานุภาพพระเจ้ากรุงศรีอยุทธาทั้งสองพระองค์นั้น รามัญเรียกชื่อว่าตะละบากาวเตะ แปลว่าเจ้าสองพี่น้อง
ค พระเจ้านั้นกู ตรัสสั่งให้พระยาทะละเป็นแม่กองเอาทองคำห้าชั่ง เงินหนักห้าชั่งไปแผ่ปิดพระเจดีย์ร่างกุ้ง แล้วให้รัดด้วยลวดเงินทรงบำเพ็ญกุศลเป็นอันมาก อยู่ต่อมาหัวเมืองรามัญทั้งปวง เห็นพระเจ้านันกู หย่อนกำลังลงมากแล้ว ก็พากันกระด้างกระเดื่อง
ค จ.ศ.๙๕๐ พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ทรงทราบข่าวว่าหัวเมืองมอญไม่เป็นปกติ จึงตรัสให้พระยาจักรี เป็นแม่กองทัพหน้า พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาทั้งสองพระองค์เป็นทัพหลวง ยกออกไปทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ตีออกมาได้จนถึงเมืองเมาะตมะ ขณะนั้นพระเจ้าหงษาวดี ประชวรอยู่จึงมีรับสั่งให้พระเจ้าตองอูลงมาช่วยป้องกันเมืองหงษาวดี เจ้าเมืองตองอู เห็นว่าจะรับกองทัพไทยในเมืองหงษาวดีนั้นไม่หยุด จึงเชิญพระเจ้าหงษาวดี และกวาดครัวชาวเมืองออกจากเมือง เผาเมืองหงษาวดีเสีย พาพระเจ้านันกูไปรักษาไว้ ณ เมืองตองอู
ค พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา เมื่อมาถึงเมืองเมาะตมะแล้วก็ยกขึ้นไปเมืองหงษาวดี ณ เดือนสาม ครั้นเห็นเมืองร้างอยู่ จึงรู้ว่าเจ้าเมืองตองอูพาพระเจ้าหงษาวดีไป
ค จ.ศ.๙๕๓ เดือนอ้ายขึ้นสิบเอ็ดค่ำ พระองค์ทั้งสองยกตามไปล้อมเมืองตองอู ขณะนั้นกองทัพไทยขาดเสบียงอาหาร เห็นจะทำการไปไม่ตลอด ก็ให้ล่าทัพกลับจากเมืองตองอู แล้วให้กวาดครัวรามัญเข้าไปกรุงศรีอยุทธยาครั้งนี้มากนัก พระเจ้านันกูครองราชย์ในเมืองหงษาวดีสิบปี จ.ศ.๙๕๔ สินพระชนม์ในเมืองตองอู ครั้งนั้น หัวเมืองมอญทั้งปวงไม่ไปขึ้นแก่เมืองตองอู เข้าไปขึ้นแก่กรุงศรีอยุทธยาโดยมาก จ.ศ.๙๕๔ พระยาตองอูจึงแต่งเครื่องราชบรรณาการเข้าไปถวายพระเจ้ากรุงไทย ขอเป็นเมืองขึ้นสืบไป ครั้งนั้นรามัญประเทศทั้งปวงไปขึ้นแก่กรุงศรีอยุทธยาทั้งสิ้น
ค พระเจ้าอังวะ มิได้ลงมาเบียดเบียนหัวเมืองรามัญทั้งปวง ด้วยเกรงอานุภาพพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ประเทศรามัญมาขึ้นอยู่กับกรุงศรีอยุทธยาประมาณ เจ็ดปี แต่ภายหลังกรุงศรีอยุทธยาเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ พระเจ้าแผ่นดินในภายหลังนั้นเพิกเฉยเสีย มิได้ทรงกังวลรามัญประเทศ หัวเมืองมอญทั้งปวงก็ตั้งแข็งเมืองเป็นแพนก ๆ อยู่ตามลำพัง ไม่มีเมืองใดเป็นใหญ่กว่ากัน
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Anouvong
post Aug 10 2010, 07:56 AM
Post #4


AF Guru
Group Icon

Group: Members
Posts: 4,957
Joined: 12-February 09
From: Siamese City of Angels




ค จ.ศ.๙๖๒ มีฝรั่งนายกำปั่นคนหนึ่งชื่อกัปตันหันเชรามีทรัพย์มาก ก่อตึกค้าขายอยู่ ณ เมืองเสรี่ยง เป็นผู้มีปัญญามาก รู้จักเอาใจขุนนาง และราษฎรทั้งปวง ขณะนั้นเจ้าเมืองเสรี่ยงร้ายกาจนัก เบียดเบียนขุนนาง และราษฎร กัปตันหันเชรา จึงคิดกับชาวเมืองทั้งปวงพร้อมใจกัน เนรเทศเจ้าเมืองเสรี่ยงเสีย แล้วตั้งกัปตันหันเชราขึ้นเป็นใหญ่ในเมืองเสรี่ยง พระยาฝรั่งไม่ได้นับถือ พระพุทธศาสนา เป็นแต่ผู้ช่วยดูแลรักษาพระเจดีย์ใหญ่ และอารามทั้งปวงตามธรรมเนียมเจ้าแผ่นดินแต่ก่อน ครั้งนั้นมีพระมหาเถรสององค์ และเจ้าอธิการองค์พุทธ เจ้าอธิการเตอะละเจ ได้ชักชวนชาวบ้านชาวเมืองทั้งปวง บำรุงพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาในประเทศนั้นจึงยังบริบูรณ์อยู่ ครั้งเมื่อเมืองมอญต่างเมืองต่างอยู่ เมืองทวาย ก็ตั้งแข็งเมืองบ้าง พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยามิได้ยกมาปราบปรามให้อยู่ในอำนาจเมืองดังก่อน คงมีแต่เมืองมฤต กับเมืองตนาว สองเมืองยังขึ้นอยู่กับกรุงศรีอยุทธยา เมื่อพระยากับตันหันเชราเป็นเจ้าเมืองเสรี่ยงได้สิบสองปี
ค จ.ศ.๙๖๕ พระเจ้าอังวะองค์หนึ่ง รามัญเรียกว่า ตะละนันธอกระเดิงมณิก คำไทยว่า พระเจ้าปราสาททองกลดแก้ว เป็นราชนัดดาพระเจ้าฝรั่งมังตรี ได้ยกกองทัพมาปราบเมืองได้มอญทั้งปวงตลอดลงมาจนเมืองทวาย แล้วยกไปตีเมืองมฤต เมืองตะนาว ทั้งสองเมืองไม่เห็นกองทัพกรุงศรีอยุทธยาออกมาช่วย ก็ยอมขึ้นแก่พระเจ้าอังวะ แล้วพระเจ้าอังวะได้ตรัสสั่งขุนนางพม่า ขุนนางรามัญให้เกณฑ์กันสร้างเมืองหงษาวดีให้คงดังเก่า แล้วพระเจ้าอังวะก็ยกทัพกลับไปเมืองอังวะ ขณะเมื่อพระเจ้าอังวะยกกองทัพมาตีเมืองเสรี่ยงนั้น พระยากับตันหันเชราเห็นว่าจะสู้พม่าไม่ได้ ก็พาพวกพ้องลงกำปั่นหนีไป ณ เมืองฝรั่ง
ค พระเจ้าเชียงใหม่ได้ทราบข่าว พระเจ้าปราสาทกลดแก้ว ลงมาปราบปรามเมืองมอญจึงปรึกษาด้วยแสนท้าวพระยาลาวทั้งปวงว่า ถ้าแม้นยังคงไปขึ้นแก่กรุงศรีอยุทธยา แม้นพระเจ้าอังวะยกมาตี พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาจะไม่ยกมาช่วย จำเราจะแต่งนำเครื่องราชบรรณาการขึ้นไปถวายพระเจ้าอังวะขอเป็นเมืองขึ้น แสนท้าวพระยาลาวทั้งปวงก็เห็นชอบด้วย ครั้น จ.ศ.๙๖๖ พระเจ้าเชียงใหม่จัดเครื่องราชบรรณาการมอบให้ราชทูตคุมขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าอังวะ ๆ มีพระทัยยินดีนัก แต่นั้นมาเมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูน เมืองนครลำปาง ก็ไปขึ้นแก่เมืองอังวะ
ค จ.ศ.๙๗๓ ปลายปี พระเจ้าปราสาททองกลดแก้ว จัดให้พระราชวงศ์องค์หนึ่งอยู่รักษาเมืองอังวะ แล้วจึงพาพวกพ้องยกลงมาตั้งอยู่ ณ เมืองหงษาวดี ตั้งราชบุตรชื่อมังรายตูปะเป็นพระมหาอุปราชเมืองหงษาวดี
ค จ.ศ.๙๗๔ เดือนห้า พระเจ้าปราสาท ทองกลดแก้ว จัดรามัญสี่สิบสองครัว ถวายเป็นข้าพระเกศธาตุ ณ เมืองร่างกุ้ง พระเจ้าปราสาททองกลดแก้ว อยู่ครองราชย์ ณ เมืองหงษาวดีไม่เสด็จอยู่ในเมือง ออกไปตั้งพระราชวัง ณ ตำบลเกลาะสะเกิบ แปลว่าสวน ได้ปฏิบัติซ่อมแปลงบูชาพระเจดีย์ร่างกุ้งไว้มาก ได้ครองราชย์ในเมืองอังวะหกปี ในเมืองหงษาวดี หกปี
ค จ.ศ.๙๙๐ พระเจ้าเกลาะสะเกิบ สิ้นพระชนม์ ราชโอรสชื่อมังรายตูปะ ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน จ.ศ.๙๙๑ สิ้นพระชนม์ เจ้าเมืองสะเทิมเป็นเชื้อวงศ์เจ้าแผ่นดินพม่า ได้เป็นเจ้าแผ่นดินในเมืองหงษาวดี เกิดแผ่นดินไหว ฉัตรยอดพระเจดีย์ร่างกุ้งหักตกลง ภายหลังพระเจ้าแผ่นดินนั้นได้ยกขึ้นดังเก่า จ.ศ.๙๙๖ พระเจ้าสะเทิบธรรมราชา กลับขึ้นไปครองราชย์ ณ เมืองอังวะได้สี่ปี
ค จ.ศ.๑๐๐๐ ฉัตรยอดพระเจดีย์ร่างกุ้งหักตกลงมาอีก พระเจ้าอังวะจึงคิดทำกุศลให้ระงับเหตุร้าย จึงให้บวชนาคพันรูปให้เท่าศักราช
ค จ.ศ.๑๐๐๒ ได้ยกฉัตรยอดพระเจดีย์ขึ้นไว้ดังเก่า จ.ศ.๑๐๑๑ พระเจ้าสะเทิมธรรมราชาสิ้นพระชนม์ในเมืองอังวะ ราชบุตรชื่อนันตะยะได้ราชสมบัติต่อมา จ.ศ.๑๐๑๑ ฉัตรยอดพระเจดีย์ร่างกุ้งนั้นเอนไป จึงมีรับสั่งให้ถอนฉัตรนั้นขึ้นไปเมืองอังวะ ครั้นซ่อมแซมดีแล้วจึงให้เอาลงไปปักไว้ดังเก่า
ค จ.ศ.๑๑๑๘ กองทัพเมืองฮ่อยกมาติดเมืองอังวะ พระเจ้าเชียงใหม่ กลัวว่ากองทัพฮ่อได้เมืองอังวะแล้วจะยกมาตีเมืองเชียงใหม่ จึงใช้ราชทูตลงไปขอกองทัพพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ๆ ก็ได้จัดกองทัพขึ้นไปรักษาเมืองเชียงใหม่
ค พระเจ้าอังวะ จึงมีรับสั่งมาถึงพม่าที่เป็นใหญ่ในเมืองรามัญทั้งปวง ให้เกณฑ์พวกรามัญขึ้นไปช่วยป้องกันเมืองอังวะ ครั้งนั้นราชวงศ์พระเจ้าอังวะองค์หนึ่งชื่อ มังนันทมิตร ได้มาเป็นเจ้าเมืองเมาะตมะ จึงเกณฑ์พวกรามัญขึ้นไปช่วยเมืองอังวะ พวกรามัญทั้งปวงหลีกหนีเสียมาก มังนันทมิตรจึงให้จับพวกเหล่านั้น เข้าคอกคลอกเสียด้วยเพลิง ขุนนางรามัญทั้งปวงจึงชักชวนกันเป็นขบถ จุดเพลิงเผาเมือง เมาะตมะ แล้วจับมังนันทมิตรได้ แล้วอพยพเข้าไปกรุงศรีอยุธยา เอาตัวมังนันทมิตรเข้าไปด้วย
ค ทัพฮ่อซึ่งมาติดเมืองอังวะอยู่นั้น พอขาดเสบียงอาหารก็เลิกทัพกลับไป
ค พระเจ้าอังวะทราบข่าวว่ามอญเมาะตมะเป็นขบถ็ทรงพิโรธนัก ตรัสสั่งให้ราชวงศ์องค์หนึ่งชื่อว่ามังสุราชา เป็นแม่ทัพยกตามไปจับมอญให้ได้ มังสุราชาติดตามครัวมอญที่เข้าไปตั้งอยู่ปลายแดนเมืองกาญจนบุรี แล้วมีหนังสือไปถึงเจ้าเมืองกาญจนบุรี ให้เอาความไปแจ้งแก่เสนาบดีในกรุงศรีอยุทธยาว่า จะขอเอาครัวมอญคืนไป พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงทราบก็ไม่ยอมส่งครัวมอญออกไป พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา จึงเกณฑ์กองทัพให้เจ้าพระยาโกษาเสนาบดีเป็นแม่ทัพ ออกไปรบกับพวกพม่า ณ ตำบลปลายด่านเมืองกาญจนบุรี กองทัพพม่าสู้ไม่ได้ แตกไปหลายครั้ง ต้องส่งทัพกลับเมืองเมาะตมะ จัดการเมืองเมาะตมะราบคาบแล้วก็ยกขึ้นไปเมืองอังวะ พระเจ้าอังวะทราบเรื่องก็ครั่นคร้ามกองทัพไทย มิได้คิดจะให้ยกลงไปตีกรุงศรีอยุทธยาต่อไปอีก
ค จ.ศ.๑๐๒๓ พระเจ้านันตะยะสิ้นพระชนม์ ราชบุตรพระเจ้าสะเทิมองค์หนึ่งเป็นน้องพระเจ้านันตะยะ ชื่อมังรายกะยอของได้ครองราชย์ในเมืองอังวะ ในเดือนสามเกิดแผ่นดินไหว ฉัตรยอดพระเจดีย์ร่างกุ้ง ตกลงมาข้างทิศตะวันตกเฉียงใต้ โหรทั้งปวงทูลทำนายว่าปีหน้าจะเกิดศึกในประเทศพม่ารามัญ ข้าศึกจะมาแต่ทิศตะวันออกเฉียงใต้
ค จ.ศ.๑๐๒๔ พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ได้ทรงทราบข่าวว่าพระเจ้าอังวะสิ้นพระชนม์ จากขุนนางรามัญในเมืองเมาะตมะ เมืองจิตตอง และขอให้กองทัพกรุงศรีอยุทธยายกออกมา พวกรามัญทั้งปวงจะช่วยเป็นกำลัง พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา จึงจัดทัพเป็นสองฝ่าย ให้เจ้าพระยาโกษาเสนาบดี เป็นแม่ทัพบกไปทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ไปยั้งอยู่เมืองเมาะตมะทัพหนึ่ง ให้พระยากำแพงเพชร เป็นแม่ทัพยกไปทางด่านบ้านระแหง ไปบรรจบกันที่เมืองเมาะตมะ ให้พระยาสีหราชเดโชขึ้นไป ณ เมืองเชียงใหม่ เกณฑ์พวกลาวเชียงใหม่ เมืองลำพูน เมืองนคร เข้ากองทัพ ยกออกไปข้างด่านเชียงใหม่ให้ถึงเมืองจิตตอง แล้วให้เกณฑ์รามัญเมืองจิตตองเข้ากองทัพ แล้วยกไปสมทบกองทัพหลวงที่เมืองเมาะตมะ พวกรามัญทั้งปวงชวนกันมาเข้ากองทัพไทยเป็นอันมาก แม่ทัพใหญ่จึงให้ยกไปตีเมืองหงษาวดี เมืองเสรียง เมืองร่างกุ้ง ก็ได้โดยง่าย พม่าเจ้าเมืองพากันหนีกลับไปเมืองอังวะ เจ้าพระยาโกษาเสนาบดี จึงจัดพลไทยพลรามัญออกเป็นทัพเรือทัพบก ขึ้นไปจากเมืองร่างกุ้ง ตีหัวเมืองรามัญเมืองพม่าทั้งปวงแตกสิ้น จนถึงเมืองปะกันคือเมืองภุกาม อันเป็นเมืองหลวงเก่า ให้ตั้งค่ายประชิดเมืองภุกาม พระเจ้าอังวะมีรับสั่งให้ราชบุตรมังจาเล เจ้าเมืองจาเล ทิ้งเมืองจาเลเสีย แล้วถอยขึ้นมาตั้งรับอยู่ที่เมืองพุกามด้วยเมืองนั้นกำแพงเมืองมั่นคงนัก กองทัพไทยจะหักเข้าไปมิได้
ค ขณะ นั้นแว่นแคว้นเมืองอังวะข้าวแพงนัก เกิดเจ็บไข้ตายก็มาก พวกกองทัพขัดสนเสบียงจึงล่าทัพกลับไป พวกรามัญทั้งหลายชวนกันอพยพครอบครัวตามไป พระเจ้าอังวะจึงให้ขุนนางผู้ใหญ่หลายคนยกกองทัพลงมา ณ รามัญประเทศ ให้เที่ยวเกลี้ยกล่อมรามัญทั้งปวงให้เข้าอยู่ตามภูมิลำเนาเหมือนแต่ก่อน และห้ามปรามกันสิทธิขาดไม่ให้ขุนนางพม่าข่มเหงมอญสืบไป ครั้นนั้น พวกมอญค่อยได้ความสุข ขุนนางพม่าทั้งปวงก็จัดพลพม่า แยกย้ายกันไปรักษาหัวเมืองรามัญทั้งปวงไว้ หัวเมืองรามัญทั้งปวงก็กลับไปขึ้นแก่พระเจ้าอังวะเหมือนแต่ก่อน
ค จ.ศ.๑๐๒๕ เดือนสิบได้ยกฉัตรยอดพระเจดีย์ร่างกุ้ง ได้อังคาสเลี้ยงพระสงฆ์สามเมืองคือ เมืองเสี่ยง เมืองพะโค เมืองร่างกุ้ง พวกเจ้ามังรายกะยอปรารถนา จะลงมาเยี่ยมเยือน หัวเมืองรามัญทั้งปวง ได้เสด็จลงมาถึงเมืองร่างกุ้ง แล้วสั่งให้ราชบุรุษออกไปสอดแนมจากราษฎรทั้งปวงว่า ในหัวเมืองมอญจนถึงเมืองทวาย ถ้าเจ้าเมืองและขุนนางผู้ใดสงเคราะห์ราษฎรโดยสุจริต ราษฎรสรรเสริญก็ให้มารับพระราชทานรางวัล และยศศักดิ์เพิ่ม ถ้าทำให้ราษฎรเดือดร้อน ก็ลงโทษตามโทษานุโทษ ครั้งรามัญทั้งปวงชวนกันสรรเสริญพระเดชพระคุณพระเจ้าอังวะเป็นอันมาก พระเจ้าอังวะจึงให้ยกฉัตรยอดพระเจดีย์ร่างกุ้ง ซึ่งหักลงมาให้เป็นปกติดังเก่า แล้วเสด็จกลับเมืองอังวะ ตั้งแต่นั้นมาหัวเมืองรามัญทั้งปวงก็ราบคาบอยู่เป็นอันดี แต่เมืองมฤตกับเมืองตะนาว พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาให้ขุนนางมารักษาอยู่ และเมืองลาวพุงคำ คือเมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูน เมืองนคร พระเจ้ากรุงไทยก็ให้ขุนนางไทยไปกำกับอยู่ พระเจ้าอังวะก็มิได้ให้กองทัพไปตีหัวเมืองปากใต้ฝ่ายเหนือ ทั้งห้าตำบลนี้ต่อไป ไทยกับพม่าก็งดสงครามกันตั้งแต่นั้น
ค จ.ศ.๑๐๒๖ เดือนอ้าย แผ่นดินไหว ยอดพระเจดีย์ร่างกุ้งตกลงมาหลายชั้น อินทจักรหัก องค์พระเจดีย์ชำรุดไปมาก
ค จ.ศ.๑๐๒๗ เดือนยี่ พระเจ้ามังรายกะยอของตรัสสั่งให้จัดผังอินทจักร เดือนสาม ให้ยกยอดพระเจดีย์ร่างกุ้ง พระองค์มีชนมายุสามสิบเก้าปี อยู่ในราชสมบัติสามสิบสี่ปี
ค จ.ศ.๑๐๖๘ พระเจ้ามังรายกะยอของพระชนมายุ เจ็ดสิบสามปี สิ้นพระชนม์ อินแซะแมงราชบุตรได้ราชาภิเษก ชาวเมืองทั้งหลายเรียกว่า เนมะโยแมง แปลว่าเจ้าอาทิตย์ จ.ศ.๑๐๙๘ เนมะโยแมงสิ้นพระชนม์ ราชบุตรชื่อ มังลาวะมิน ได้ครองราชย์ต่อมา
ค จ.ศ.๑๐๙๗ พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ทรงพระนามพระเจ้าธรรมิกราช ปรารถนาจะเป็นพระราชไมตรีกับพระเจ้าอังวะ ให้ราชทูตนำเครื่องบรรณาการขึ้นไปเมืองอังวะ พระเจ้าอังวะยินดีนัก ให้แต่งพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการตอบกรุงศรีอยุทธยา ตั้งแต่นั้นมากรุงศรีอยุทธยากับกรุงอังวะเป็นทางพระราชไมตรีกัน
ค จ.ศ.๑๑๐๑ เดือนห้า เวลาเช้า เกิดแผ่นดินไหวอยู่นาน ฉัตรยอดพระเจดีย์มุตาว ณ เมืองหงษาวดีหังลงมา
ค จ.ศ.๑๑๐๒ มะยวน ขุนนางพม่า คือ มองซวยตองกะยอ ซึ่งมาครองเมืองหงษาวดี แต่ปี จ.ศ.๑๐๙๙ รามัญทั้งหลายเรียกว่า มังสาอ่อง คิดขบถต่อพระเจ้าอังวะ จะตั้งตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินในเมืองหงษาวดี จึงคบคิดกับขุนนางพม่า และขุนนางมอญหลายคน ขุนนางรามัญคนหนึ่ง ชื่อ ธอระแซงมู เป็นนายกองช้างได้ปรึกษากับรองปลัด และยกกระบัตร มีหนังสือไปกราบทูลพระเจ้าอังวะ ๆ จึงตรัสสั่งให้มังมหาราชา กับมังรายองค์เนิน เกณฑ์ไพร่พลหนึ่งหมื่น ยกกองทัพไปจับมังสาอ่อง ๆ หนีไปอาศัยอยู่ในหัวเมืองทะละ เจ้าเมืองทะละจับตัวส่งมังมหาราชา ๆ เอาตัวไปฆ่าเสียที่เมืองหงษาวดี มังมหาราชาจึงตั้งให้มังรายองค์เนินครองเมืองหงษาวดีต่อไป ต่อมามังรายองค์เนินโลภ ข่มเหงราษฎรได้รับความเดือดร้อน
ค จ.ศ.๑๑๐๒ เดือนยี่ มีชายผู้หนึ่งเป็นชาติเซมกวย บวชเป็นภิกษุมาช้านานในเมืองหงษาวดีใกล้บ้านอเวิ้ง ซึ่งมีพวกเงี้ยวอยู่ประมาณ สามร้อยเศษ เมื่อสึกจากภิกษุ เจ้าเมืองหงษาวดีเก่าตั้งให้เป็นพระยาชื่อ สมิงธอกวย พวกเซมกวยพูดภาษาไม่เหมือนภาษารามัญ เป็นชาวป่าอยู่นอกเมืองหงษาวดี สมิงธอกวยเป็นคนมีวิชาเป็นเสน่ห์แก่คนทั้งปวง พวกรามัญชาวเมืองรักใครมาก สมิงธอกวยได้คุมพวกเซมกวยประมาณ สามพันคนเศษ ครั้นเห็นมังรายองค์เนินข่มเหงราษฎรนัก จึงยกพวกมาตั้งค่ายอยู่ ณ ตำบลเภานักที่นอกเมืองหงษาวดี ส่วนธอระแซงมูรู้เหตุจึงมีหนังสือออกไปนัดหมายกับสมิงธอกวย กำจัดมังรายองค์เนินเสีย เมื่อกำจัดได้แล้ว สมิงธอกวยได้เป็นเจ้าเมืองหงษาวดี เมื่อปี จ.ศ.๑๑๐๓ ธอระแซงมูยกบุตรสาวชื่อมียายเสมให้เป็นภรรยาสมิงธอกวย สมิงธอกวยได้ครองราชย์ในเมืองหงษาวดี มีพระนามว่า พระยาพธิโรราชา จึงตั้งธอระแซงมู เป็นที่พระยาสัสดีแม่กองเลข

This post has been edited by Anouvong: Aug 10 2010, 07:58 AM
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Anouvong
post Aug 10 2010, 07:57 AM
Post #5


AF Guru
Group Icon

Group: Members
Posts: 4,957
Joined: 12-February 09
From: Siamese City of Angels




ต่อมาได้ตั้งให้เป็นเจ้ามหาเสนาบดี เป็นผู้สำเร็จราชการสิทธิขาดในรามัญประเทศทั้งปวง พระเจ้าหงษาวดีมีเมืองขึ้นสามสิบสองหัวเมือง พระเจ้าอังวะทราบข่าวจึงปรึกษากับขุนนางทั้งปวง จะยกกองทัพไปจับสมิงธอกวยกับธองแซงมูฆ่าเสีย
ค พวกโหรทำฎีกาถวายว่า ในสิบสองปีนี้เป็นคราวชะตาเมืองอังวะตก พวกรามัญทั้งหลายเป็นคราวชะตาขึ้น ถ้ายกทัพไปทำสงครามกับรามัญจะไม่มีชัย พระเจ้าอังวะจึงรับสั่งให้มังมหาราชายกกองทัพไปตั้งอยู่เมืองแปร รามัญเรียกเมืองปรอน อันเป็นพรมแดนรามัญกับพม่าต่อกัน เพื่อเป็นการขัดตาทัพไว้ก่อน ครั้งนั้นเจ้าเมืองเมาะตมะชื่อมังนราจอสูเป็นชาติพม่ากลัวมอญเมาะตมะ จะฆ่าเสียจึงพาครอบครัวและพวกพ้องหนีไปอยู่กับมังลักเวเจ้าเมืองทวายอันเป็นชาติพม่าด้วยกัน พระเจ้าหงษาวดีทราบเรื่อง จึงให้มีหนังสือไปถึงกรมการเมืองทวายทั้งปวง ให้ส่งมังนระจอสู กับมังลักเวขึ้นมา ณ เมืองหงษาวดี มิฉะนั้นจะให้กองทัพลงไปตีเมืองทวาย
ค กรมการเมืองทวายรับหนังสือก็ตกใจคิดจะจับทั้งสองคนดังกล่าว ทั้งสองคนรู้เหตุนั้นจึงอพยพครอบครัวหนีลงไป ณ เมืองตะนาวศรี อันเป็นเขตแดนพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา เจ้าเมืองตะนาวศรีมีหนังสือบอกเข้าไป ณ กรุงศรีอยุทธยา จึงมีรับสั่งให้ส่งทั้งสองคนกับพวกพ้องทั้งปวงเข้าไปกรุงศรีอยุทธยา แล้วให้ปลัดเมืองทวายกับเจ้าเมือง ตะนาวศรีกำกับกันยกกองทัพออกมารักษาเมืองทวายไว้ พระเจ้าหงษาวดีทราบเรื่องจึงคิดว่าจะสู้พม่าแต่ด้านเดียวก่อน จึงจัดเครื่องราชบรรณาการให้เจ้าเมืองเร นำลงมาถึงเจ้าเมืองตะนาวศรี และให้นำเจ้าเมืองเรเข้าไปถวายเครื่องราชบรรณาการพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา แล้วพระเจ้าหงษาวดีจัดกองทัพบกกองทัพเรือ ยกขึ้นไป ณ เมืองปรอน เพื่อจะตีทัพมังมหาราชา แล้วจะเลยไปติดเมืองอังวะ
ค ฝ่ายพระเจ้าอังวะทราบเรื่องว่ามังนราจอสู กับมังลักเว หนีไปพึ่งพระบารมีพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา พระองค์จึงให้แต่งพระราชสาส์นขอบพระคุณ พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา กับเครื่องราชบรรณาการมอบให้ราชทูตลงไป ณ กรุงศรีอยุทธยา พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาทรงจัดราชทูตไทยสามนาย นำพระราชสาส์นกับเครื่องราชบรรรณาการตอบไปพร้อมราชทูตพม่า เดินทางไปทางปลายแดนเมืองตองอู
ค ขณะนั้นพระยาหงษาวดีขึ้นไปตั้งค่ายประชิดเมืองปรอนอยู่ ยังไม่แพ้ชนะกับมังมหาราชา พอขาดเสบียงลงจึงให้เที่ยวแยกย้ายหาเสบียง มีกองหนึ่งมาจนถึงแดนเมืองตองอู พวกรามัญรู้จับได้ไพร่พม่าสองคนในขบวนราชทูตมาถวายพระเจ้าหงษาวดี เมื่อสอบถามได้ความว่า พระเจ้าอังวะให้ราชทูตไปขอกองทัพไทยขึ้นมาช่วยป้องกันเมืองอังวะก็ตกพระทัย จึงเลิกทัพกลับเมืองหงษาวดี
ค ราชทูตไทยเฝ้าพระเจ้าอังวะแล้ว พระเจ้าอังวะพระราชทานรางวัล และเครื่องราชบรรณาการตอบแทนเสร็จแล้ว ก็ส่งราชทูตกลับทางเมืองเชียงใหม่
ค พระเจ้าหงษาวดีปรึกษากับมหาเสนาบดี จะทำไมตรีกับพระเจ้ากรุงไทย ขอพระราชธิดามาตั้งเป็นพระอัครมเหสี แล้วแต่งพระราชสาส์นจัดเครื่องราชบรรณาการ มอบให้ราชทูตเข้าไปกรุงศรีอยุทธยาโดยทางด่านกาญจนบุรี พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาทรงทราบก็ขัดเคืองพระทัย ว่าสมิงธอกวยไม่รู้จักประมาณตัว ก็ไม่ได้ตรัสปราศรัยด้วยราชทูตมอญ ตามธรรมเนียม แต่รับสั่งให้เสนาบดีเลี้ยงดูให้รางวัลแก่ราชทูตตามธรรมเนียม แล้วจึงให้มีหนังสือเสนาบดีตอบออกมา
กล่าวเปรียบเปรยสมิงธอกวยด้วยชาติตระกูลส่งให้ราชทูตรามัญกลับออกมา ครั้นพระเจ้าหงษาวดีทราบความในหนังสือก็โกรธ จึงปรึกษากับมหาเสนาบดี จะยกกองทัพไปตีกรุงศรีอยุทธยา มหาเสนาบดีทัดทานไว้
ค จ.ศ.๑๑๐๓ เมืองมาตะรา เป็นเมืองขึ้นแก่เมืองอังวะ ตั้งอยู่เหนือเมืองอังวะขึ้นไป มีพวกรามัญอยู่ประมาณหมื่นเศษ มีรามัญคนหนึ่งชื่อนายอินท์บวชเป็นภิกษุ เรียนพระไตรปิฎกและจบไตรเพท สึกออกมาแล้วนุ่งผ้าขาวเรียกว่า ลมาตอินท์ เป็นที่นับถือของชาวเมืองทั้งปวง ครั้นนั้น มีสมิงหลายคนให้ความสัตย์สาบานต่อกัน คิดจะไม่เป็นข้าเจ้าอังวะต่อไป แล้วกวาดต้อนผู้คนที่อยู่นอกเมืองให้เข้ามาอยู่ในเมือง แล้วให้ขุดคูกว้างสามวา ลึกเจ็ดศอก จัดป้อมค่ายคูประตู หอรบ หน้าที่เชิงเทินให้มั่นคงเสร็จแล้ว สมิงโดดกับสิมแปะกะยอ ปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่าเมืองเรายังไม่มีเจ้าเมือง ควรไปเชิญลมาตอินท์มาครองเมือง ทุกคนก็เห็นพร้อมกัน ลมาตอินท์เป็นเจ้าเมืองแล้วก็ใช้ให้สมิงโดด กับสมิงแปะกะยอไปตีเมืองยะไข่ ซึ่งตั้งอยู่เหนือเมืองมาตะราขึ้นไป จับได้พวกจีนฮ่อมาได้จำนวนหนึ่ง เอามาทำพิธีฝังอาถรรพ์รอบเมืองมาตะรา
ค พระเจ้าอังวะทรงทราบว่า พวกรามัญชาวเมืองมาตะราคิดขบถ จึงรับสั่งให้มังมหาราชาเกณฑ์พลพม่าหมื่นหนึ่ง ยกไปตีเมืองมาตะรา มังมหาราชาต้านทานกองทัพมอญไม่ได้แตกหนีกลับ อีกเดือนต่อมามังมหาราชาเกณฑ์ไพร่พลสามหมื่น ม้าพันหนึ่งไปล้อมเมืองมาตะรา แต่ก็แตกกลับไปอีก อีกเดือนต่อมามังมหาราชาเกณฑ์ไพร่พลห้าหมื่นยกไปล้อมเมืองมาตะราแต่ก็แพ้อีก
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Anouvong
post Aug 10 2010, 07:59 AM
Post #6


AF Guru
Group Icon

Group: Members
Posts: 4,957
Joined: 12-February 09
From: Siamese City of Angels




ว่าด้วยเมืองหงษาดีต่อไป
ค จ.ศ.๑๑๐๕ พวกกะเหรี่ยงร้อยห้าสิบคน ยกลงมาจากปลายแม่น้ำ เข้าปล้นเมืองหงษาวดีเวลากลางคืน พระเจ้าหงษาวดีหนีไปอยู่นอกเมือง กะเหรี่ยงได้เมืองไว้คืนหนึ่ง รุ่งขึ้นพระเจ้าหงษาวดีก็เข้าไปจับพวกกะเหรี่ยงฆ่าเสีย ในปีนั้นพวกเมืองมฤต เมืองตนาว ยกไปตีเมืองมรแมน คือ เมืองเมาะลำเลิง ไม่ได้เมือง ได้แต่ครอบครัวประมาณพันหนึ่งแล้วกลับไป
ค จ.ศ.๑๑๐๖ พระเจ้าหงษาวดี รับสั่งให้สมิงท้าวทองสุก สมิงท้าวธุก เป็นแม่ทัพ ยกไพร่พลสามพันขึ้นไปตีเมืองอังวะ ให้สมิงธอระเกณฑ์คนห้าร้อยไปตีเมืองปรอน สมิงธอราราย เกณฑ์คนเจ็ดร้อยไปตีเมืองตองอู พวกพม่าอ่อนน้อมถวายเครื่องราชบรรณาการยอมเป็นเมืองขึ้น และได้ลมาตอินท์เป็นพวก
ค จ.ศ.๑๑๐๖ พระเจ้าหงษาวดี ปรึกษากับมหาเสนาบดีว่า กรุงศรีอยุทธยาไม่เป็นไมตรีกับเราแล้ว จึงให้พวกเมืองมฤต เมืองตนาวมาตีเมืองเมาะลำเลิง จำจะทำไมตรีกับพระเจ้าหอคำเจ้าเมืองเชียงใหม่ จะได้เป็นกำลังสู้รบกับพม่า และจะให้ไปขอราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่มาตั้งเป็นพระมเหสี มหาเสนาบดีก็เห็นด้วย พระเจ้าหงษาวดี จึงจัดเครื่องราชบรรณาการ และพระราชสาส์นมอบให้ราชทูตไปเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่ยอมยกราชธิดาให้พระเจ้าหงษาวดี จึงตั้งให้เป็นพระอัครมเหสี เดือนหก พระเจ้าหงษาวดียกฉัตรยอดพระเจดีย์มุตาวขึ้นไว้เป็นปกติดังเก่า ต่อมาพระองค์หลงรักราชธิดาพระเจ้าเชียงใหม่ นักไม่เอื้อเฟื้อธิดามหาเสนาบดีอันเป็นพระมเหสีเดิม มหาเสนาบดีก็น้อยใจคิดทำร้ายพระองค์อยู่เป็นนิจ
ค จ.ศ.๑๑๐๙ มหาเสนาบดีคิดกับพวกกรมช้างเผือกอยู่ราวป่าแขวงเมืองกะเทิง พระเจ้าหงษาวดีจึงออกไป แขวงเมืองกะเทิงหลายครั้ง ให้สมิงนันทสุริยอยู่เฝ้าเมือง สมิงนันทสุริยคิดให้ผู้อื่นเป็นกษัตริย์ แต่ก็ไม่เหมาะสมจึงมีหนังสือลับไปถึงมหาเสนาบดีให้เข้ามาครองราชสมบัติเมืองหงษาวดี แล้วยกกองทัพตามไปจับสมิงธอกวย สมิงธอกวยจึงหนีไปหาพระเจ้าหอคำ ณ เมืองเชียงใหม่
ค จ.ศ.๑๑๐๙ สมิงธอกวยจะกลับมาตีเมืองหงษาวดี ได้ขอกองทัพเมืองเชียงใหม่สมทบกับพวกรามัญ มหาเสนาบดีจึงเกณฑ์ทัพรามัญให้ยกไปอยู่ตำบลบ้านเจ้ากิ อันเป็นปากทางจะไปเมืองเชียงใหม่ ให้คอยกั้นกองทัพสมิงธอกวย อย่าให้ตีออกทางนั้นได้ สมิงธอกวยสู้ไม่ได้แตกหนีจะกลับไปเมืองเชียงใหม่ พอรู้ว่ามีกองทัพตั้งสกัดอยู่จึงหนีมาอาศัยอยู่ริมตำบลแม่กลอง แม่จาน อันเป็นปลายแดนเมืองกาญจนบุรี มหาเสนาบดีได้เป็นพระเจ้าหงษาวดีใหม่ จึงมีรับสั่งให้กองทัพสองพวกที่พระเจ้าหงษาวดีองค์ก่อนใช้ไปรบพวกพม่านั้น คืนกลับมา แต่กองทัพทั้งสองไปค้างอยู่เมืองมาตะรา จะกลับไม่ทันด้วยทางไกลนัก เมื่อปี จ.ศ.๑๑๐๘ พระเจ้าหงษาวดีตั้งนายธอกองผู้เป็นอนุชาเป็นที่พระอุปราช แล้วมีรับสั่งให้เกณฑ์ไพร่พลหมื่นหนึ่งไปตีเมืองปรอนให้สมิงนันทสุริย เกณฑ์ไพร่พลหมื่นหนึ่งไปตีเมืองตองอู กองทัพพม่าสู้ไม่ได้ถอยไปเมืองอังวะ
ค สมิงท้าวทองสุก กับสมิงท้าวธุก แม่ทัพสองคนที่ค้างอยู่ในเมืองมาตะรานั้น ไม่รู้ว่าเมืองหงษาวดีเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินใหม่ จึงปรึกษากันว่า เมืองมาตะราเป็นเมืองน้อย จะป้องกันรักษาไว้ก็ยาก จำจะอพยพไปอยู่เมืองหงษาวดีจึงจะมีกำลังมาก ลมาตอินท์จึงแต่งศุภอักษร จัดดอกไม้เงินทองมอบให้สมิงท้าวทองสุก กับสมิงท้าวธุก ไปถวายพระเจ้าหงษาวดี กองทัพทั้งสองอพยพครอบครัวรามัญลงมา มีมหาราชาตั้งค่ายอยู่นอกเมืองปรอนรู้ข่าวจึงไล่ติดตามมารบ กองทัพรามัญเมืองหงษาวดีที่รักษาเมืองปรอน และเมืองตองอูไว้ก็ตีกระหนาบขึ้นไป กองทัพมังมหาราชาก็แตกไป เมื่อทั้งสองคนได้เฝ้าพระเจ้าหงษาวดี ๆ ก็ยินดีนัก ตรัสสั่งให้ทั้งสองคนถือน้ำพระพิพัฒ พระราชทานรางวัลและเครื่องยศแม่ทัพแก่คนทั้งสอง และเมื่อทราบในศุภอักษรชาวเมืองมาตะรา จะถวายตัวเป็นข้าแผ่นดินก็ยินดีนัก
ค จ.ศ.๑๑๐๙ พระเจ้าหงษาวดีมีรับสั่งให้สมิงศิริคุณ สมิงตะละปั่น และสมิงท้าวธออินทร์ เกณฑ์คนหมื่นหนึ่งขึ้นไปรับชาวเมืองมาตะตาลงมา ได้ทำบาญชีคนในเมืองได้หกหมื่นเศษ แล้วยกล่วงลงมาถึงทางใกล้เมืองอังวะ พวกพม่าเกรงฝีมือไม่อาจขัดขวาง เดินทางมาสามเดือนถึงเมืองหงษาวดี พระเจ้าหงษาวดีให้พวกรามัญเมืองมาตะราถือน้ำพระพิพัฒแล้ว ตั้งลมาตอินท์ สมิงโดด สมิงแปะกะยอ ให้เป็นอำมาตย์ผู้ใหญ่ ครั้งนั้นสมิงท้าวทองสุก สมิงท้าวธุก ทำอุบายจะไปนมัสการพระเจดีย์ร่างกุ้ง แล้วคิดปรึกษากันว่า พระเจ้าหงษาวดีองค์นี้มิใช่เจ้าของเรา จึงพากันไปพบพระเจ้าหงษาวดีองค์ก่อน ในปีนั้นสมิงธอกวยผู้เป็นพระเจ้าหงษาวดีองค์ก่อนเกลี้ยกล่อมพวกละว้าได้สองพันเศษ ยกมาตีเมืองขึ้นแก่เมืองหงษาวดีได้หลายเมือง ครั้งนั้นสมิงท้าวธอติกเป็นเจ้าเมืองเมาะตมะ เกณฑ์ไพร่พลสองพันให้เจียระกีปลัดเมืองคุมออกไปรบทัพสมิงธอกวย แล้วมีหนังสือแจ้งข้อราชการศึกไปถวายพระเจ้าหงษาวดี ๆ จึงมีรับสั่งให้เกณฑ์คนห้าร้อยไปช่วยรบ ครั้งนั้นเจียระกียกกำลังไปรบกับฝ่ายสมิงธอกวย ตั้งค่ายประชิดอยู่ที่เมืองเกริน ฝ่ายสมิงธอกวยแตกพ่าย จึงจำใจเข้าไปกรุงศรีอยุทธยาโดยทางพระเจดีย์สามองค์ แล้วตั้งอยู่ปลายด่าน จึงมีหนังสือไปถึงพระยากาญจนบุรีว่าจะเข้าไปพึ่งพระบารมีพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ๆ จึงตรัสสั่งให้เจ้าเมืองกาญจนบุรี ส่งตัวสมิงธอกวยไปกรุงศรีอยุทธยาในเดือนเจ็ด
ค ฝ่ายนายกำสะที่พระเจ้าหงษาวดี รับสั่งให้เกณฑ์คนห้าร้อยไปช่วยรบศึกคิดขบถ สมิงท้าวธอติกเจ้าเมืองเมาะตมะยกกองทัพออกไปรบจับได้แล้วฆ่าเสีย แล้วทำหนังสือแจ้งข้อราชการที่ได้รบกับสมิงธอกวย และมกำสะพระเจ้าหงษาวดีทรงทราบแล้วก็ยินดี จึงพระราชทานเครื่องยศต่าง ๆ เป็นอันมาก
ค จ.ศ.๑๑๐๙ พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาต่อมาไม่ไว้พระทัยสมิงธอกวย ให้เอาตัวไปขังคุก
ค จ.ศ.๑๑๐๙ พระยารามัญสามคนคือพระยาราม พระยากลางเมือง และพระยาน้อยวันดี ที่สมิงธอกวยตั้งไว้ให้ขัดตาทัพอยู่ที่เมืองเจกอง ใต้เมืองปรอนลงมาประมาณสองวัน ให้คอยป้องกันกองทัพพม่าที่จะยกมาตีรามัญประเทศ พระยารามัญทั้งสามทราบเรื่องราวของสมิงธอกวย จึงปรึกษากันชวนกันอพยพครอบครัวหนีไปกรุงไทย เดินตัดมาทางตะวันออกทางปลายแดนเมืองตองอู มีครัวรามัญประมาณ สี่ร้อยเศษ
ค พระยารามัญทั้งสามเข้าไปในเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองเชียงใหม่ส่งครัวมอญทั้งปวงลงไปเมืองตาก เจ้าเมืองตากจึงบอกหนังสือไปให้กราบทูลพระกรุณา จึงมีรับสั่งให้ส่งครัวมอญทั้งนั้นลงไปกรุงศรีอยุทธยา ตรัสสั่งให้ไปอยู่ตำบลโพธิสามต้น
ค จ.ศ.๑๑๑๐ พระเจ้าหงษาวดีแต่งราชสาส์นขออย่าให้พระเจ้ากรุงไทยเลี้ยงสมิงธอกวยไว้ ขอให้ส่งตัวพร้อมพระยารามัญทั้งสามให้แก่เมืองหงษาวดี พระเจ้ากรุงไทยทรงพระนามพระเจ้าทรงธรรม ตรัสสั่งให้มีหนังสือตอบว่า การส่งตัวสมิงธอกวยออกไปนั้น ไม่ต้องด้วยเยี่ยงอย่างธรรมเนียมกษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรม แต่จะให้เนรเทศเสียจากกรุงศรีอยุทธยา จะให้โดยสารสำเภาจีนออกไปแล้วให้ไปปล่อยเสียในเกาะแดนเมืองจีนโน้น ส่วนพระยารามัญทั้งสาม เห็นว่าไม่มีโทษผิดเข้ามาพึ่งบารมีก็เป็นธรรมเนียมที่จะสงเคราะห์ไว้
ค พระเจ้าหงษาวดีทราบพระราชสาส์นแล้วไม่ชอบพระทัย แต่ไม่รู้จะทำประการใด ด้วยเกรงเมืองไทยกับเมืองมอญจะขาดทางพระราชไมตรี จะเสียทีแก่พม่า
ค จ.ศ.๑๑๑๑ สมิงธอกวยขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่อีก จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเชียงใหม่ ๆ จึงให้ไปอยู่กับราชธิดาเหมือนแต่ก่อน
ค จ.ศ.๑๑๑๒ สมิงธอกวย จะขอกองทัพเชียงใหม่ไปตีเมืองมอญ แต่พระเจ้าเชียงใหม่ไม่ให้
ค จ.ศ.๑๑๑๒ พระเจ้าหงษาวดี เกณฑ์กองทัพให้พระมหาอุปราช คุมไพร่พลสองหมื่นเป็นทัพเรือ ให้พระยาทะละคุมไพร่พลสองหมื่นกับสมิงตะละปันคุมไพร่พลเจ็ดพันคน เป็นทัพหน้ายกไปทางบก ยกไปตีมังมหาราชา ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองปรอน มังมหาราชาถอยไปตั้งรับอยู่ ณ เมืองปะกัน แล้วมีหนังสือบอกไปยังเมืองอังวะ
ค กองทัพรามัญได้เมืองปรอนแล้ว ก็แยกกันทั้งทัพบกทัพเรือ ตีหัวเมืองพม่าฟากตะวันออกของแม่น้ำเอราวดีขึ้นมา คอยกันหัวเมืองฟากตะวันตกไว้ ไม่ให้เข้ามาช่วยเมืองฟากตะวันออกได้ พวกรามัญตีหัวเมืองฟากตะวันออกได้สิบหัวเมือง แล้วไปตั้งทัพที่เมืองจาเล ทางแต่เมืองจาเลถึงเมืองปะกันประมาณสามวัน
ค พระมหาอุปราชา ยกกองทัพเรือข้ามไปตีค่ายฟากตะวันตกตรงเมืองปะกันข้าม เจ้าเมืองปะกันต้านทานไม่อยู่พากันแตกข้ามมาเมืองปะกัน ฝ่ายรามัญให้เร่งกองทัพบกยกไปตีเมืองปะกัน ฟากตะวันออกให้ได้
ค พระเจ้ามังลาวะมินทราบข่าว การรบจึงตรัสปรึกษาการสงครามกับขุนนางทั้งปวงตกลงให้คิดตัดกองทัพเรือเสบียงของรามัญเสีย จึงตรัสสั่งให้อะตองหวุ่นมหาเสนาบดีอันเป็นพนักงานว่าข้างทิศใต้ ให้เกณฑ์คนหมื่นหนึ่ง ยกข้ามไป ณ เมืองจะเกิง เดินทัพไปทางฟากตะวันตก ยกลงไปถึงเมืองจะเป็นตรงหน้าเมืองปะกันแงข้ามเตรียมเรือรบเรือไล่ให้พร้อม คอยตีสกัดตัดลำเลียงกองเสบียงรามัญ แต่ถูกกองทัพรามัญซุ่มตีแตกกลับไป
ค พระมหาอุปราชาตีทัพอะตองรุ่นแตกกลับไปแล้ว ก็ยกกองทัพเรือข้ามมารบกระหนาบเข้าข้างด้านริมน้ำ แล้วขึ้นบกยกหนุนเข้าไปใกล้เชิงกำแพงเมืองปะกัน มังมหาราชาเห็นเหลือกำลังจะรักษาเมืองไว้ได้ ก็ชวนเจ้าเมืองปะกันเปิดประตูเมืองด้านเหนือตีฝ่ากองทัพรามัญออกไป แล้วหนีไปเมืองอังวะ กองทัพรามัญได้เมืองปะกันแล้วก็ยกขึ้นมาตีเมืองตะลูมะยู ได้เมืองแล้วก็ยกกำลังขึ้นมาตั้งล้อมเมืองอังวะไว้ ขณะนั้นมอญกับพม่าฆ่าฟันกันตายลงเป็นอันมาก ในเมืองอังวะนั้นข้าวแพงนักคิดเป็นเงินไทยทนานละบาทมีเศษ พวกรามัญล้อมเมืองอยู่สามเดือนเศษ ยังหักเอาเมืองไม่ได้

ค พระเจ้าอังะ ตรัสสั่งให้ประชุมขุนนาง แล้วตรัสว่าแผ่นดินพุกามประเทศคิดตั้งแต่พระเจ้าอะนอรมามังฉอเป็นใหญ่ในเมืองตะกอง ซึ่งเป็นเมืองหลวงแต่ก่อนนั้น ไม่เคยเสียแก่กษัตริย์องค์ใด ขณะนั้นพุกามประเทศผู้คนยังน้อย บ้านเมืองยังไม่มั่นคง พวกเงี้ยว พวกไทยใหญ่ อยู่ฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือยกมาเบียดเบียนอยู่เนือง ๆ กษัตริย์วงศ์นั้นก็ได้ปราบปรามจนราบคาบ ครั้น จ.ศ.๒๕ พระเจ้าอลังคจอสูผู้เป็นใหญ่ในเมืองปะกันอันเป็นเมืองหลวงครั้งนั้น ก็ยกลงไปปราบปรามรามัญประเทศทั้งปวง ให้อยู่ในอำนาจทั้งสิ้น ครั้งนั้นภุกามประเทศกว้างใหญ่ไพศาล ข้างทิศเหนือกระทั่งแดนจีนเป็นกำหนด ข้างทิศใต้ตลอดจนทะเล จ.ศ.๖๔๙ มกะโทคิดขบถตั้งตัวเป็นกษัตริย์ในรามัญประเทศ สืบวงศ์มาถึงพระยาสีหราชาธิราช เป็นกษัตริย์ในรามัญประเทศเข้มแข็งนัก ได้ยกกองทัพขึ้นมาทำสงครามในภุกามประเทศ ขณะนั้น พระเจ้ามณเฑียรทองผู้เป็นใหญ่ในเมืองอังวะ ก็ได้ทำสงครามป้องกันแผ่นดินไว้ ไม่ให้รามัญชิงไปได้ ครั้งนั้น รามัญประเทศไม่อยู่ในอำนาจพม่า ได้เป็นประเทศใหญ่มาจนถึง จ.ศ.๙๐๑ จึงมีพระมหากษัตริย์ ผู้เป็นพระอัยกาทวดของเราทรงพระนามว่าพระเจ้าฝรั่งมังโสดถิ์ จึงยกกองทัพไปปราบปรามรามัญประเทศได้ทั้งสิ้นครั้นถึงพระเจ้าฝรั่งมังตรีผู้เป็นพระโอรสก็ยิ่งมีบุญมากกว่าพระบิดา เที่ยวปราบปรามกษัตริย์ทั้งปวงอยู่ในอำนาจสิ้นแล้วก็เป็นใหญ่ในภุกามประเทศ รามัญประเทศ สยามประเทศ มลาวประเทศได้มาเป็นเขตแดนเมืองอังวะทั้งสิ้น ครั้นถึงพระเจ้าน่านกะยอผู้เป็นโอรส ทำสงครามกับพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุทธยาก็เสียรามัญประเทศกลับเป็นเขตแดนของพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุทธยา ครั้นถึง จ.ศ.๙๖๕ พระอัยกาคนหนึ่งของเราทรงพระนาม พระเจ้าปราสาททองกลดแก้ว ยกทัพไปปราบปรามรามัญประเทศทั้งปวงได้แล้ว เสด็จไปครองราชย์ในเมืองหงษาวดี สืบวงศ์มาได้สามองค์จึงถึงพระเจ้ามังรายกะยอของ ได้ครองราชย์ในเมืองอังวะ จนถึง จ.ศ.๑๐๒๔ พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุทธยาให้เสนาบดียกกองทัพมาตีรามัญประเทศได้ แล้วล่วงขึ้นมาในภุกามประเทศนี้ ตีได้หัวเมืองขึ้นมาจนถึงเมืองปะกัน หักเอาไม่ได้ก็ล่าทัพกลับไป ต่อมามังรายกะยอของผู้เป็นอัยกาของเรา คิดอ่านเอารามัญประเทศมาไว้ในอำนาจได้เหมือนก่อน มาถึงบิดาของเราก็ยังรักษาภุกามประเทศ และรามัญประเทศไว้เป็นปรกติได้มาบัดนี้ตั้งแต่ จ.ศ.๑๑๐๔ ถึง ๑๑๑๔ เกิดความฉิบหายต่าง ๆ เห็นว่าวาสนาเราสิ้นแล้ว ถ้าจะปิดประตูเมืองนิ่งขึงอยู่ไพร่บ้านพลเมืองก็จะพากันฉิบหายตายเสียสิ้น เราคิดจะ$
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Anouvong
post Aug 10 2010, 08:01 AM
Post #7


AF Guru
Group Icon

Group: Members
Posts: 4,957
Joined: 12-February 09
From: Siamese City of Angels




เราคิดจะเปิดประตูเมืองปล่อยให้ข้าศึกเข้ามาโดยดี แต่จะขอสัญญา อย่าให้เบียดเบียนราษฎรทั้งปวงเลย
ค บรรดาราชวงศานุวงศ์ และขุนนางก็เห็นด้วย จ.ศ.๑๑๑๔ เดือนหก พระเจ้ามังละวะมิน จึงตรัสสั่งให้มังมหาราชาจัดม้าพระที่นั่งและพระกลดขาวอันเป็นเครื่องสูงสำหรับกษัตริย์ แลพวกกรมวัง และชาวมาลาภูษา เปิดประตูเมืองออกมารับพระมหาอุปราชาเมืองหงษาวดีมังมหาราชาจึงเข้าไปหาพระมหาอุปราชา แจ้งว่ามีรับสั่งให้เชิญท่านเข้าไปโดยดี
ค พระมหา อุปราชาก็ยินดี จึงให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่ทำร้ายพระเจ้าอังวะ และชาวเมืองทั้งปวง มังมหาราชาจึงเชิญพระมหาอุปราชา ให้ขึ้นขี่ม้าพระที่นั่งพระเจ้าอังวะ และให้ชาวมาลาภูษากางพระกลดขาวยกขึ้น จะคอยรับเสด็จพระมหาอุปราชา ๆ ไม่ขึ้นม้าพระที่นั่ง และไม่กั้นกลดร่วมพระเจ้าอังวะ สั่งให้ลดกลดลงเสีย มอบเครื่องยศสำหรับกษัตริย์คืนให้มังมหาราชา ขณะนั้นพระเจ้าอังวะเสด็จมานั่งอยู่ ณ ศาลาลูกขุน พระมหาอุปราชาทรงม้าพระที่นั่งของพระองค์ มังมหาราชาทรงม้านำเสด็จเข้าไปในเมืองอังวะ ครั้นใกล้ศาลาลูกขุนที่พระเจ้าอังวะทรงนั่งอยู่ พระมหาอุปราชาก็ลงจากม้าพระที่นั่งแต่ไกล เสด็จดำเนินไปด้วยพระบาทเปล่า ครั้นใกล้ถึงจึงส่งพระแสงหอกสำหรับพระหัตถ์ให้แก่มหาดเล็ก แล้วเสด็จไปเฝ้าพระเจ้าอังวะบนศาลาลูกขุน ถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า ที่มาทำการทั้งนี้ด้วยถือรับสั่งพระเจ้าหงษาวดี ๆ มีรับสั่งขึ้นมาว่า ถ้าได้เมืองอังวะแล้ว ให้เชิญเสด็จพระองค์พระญาติวงศ์ และขุนนางผู้ใหญ่ทั้งปวงลงไปเมืองหงษาวดี พระเจ้าอังวะจึงตรัสว่า ท่านว่านี้ควรแล้ว แล้วพระเจ้าอังวะจึงตรัสเรียกขุนนางพนักงานบาญชีพระราชทรัพย์ในท้องพระคลัง และบาญชีไพร่พลในเมืองอังวะ มอบให้แก่พระมหาอุปราชา ๆ ัดบ้านจัดเมืองประมาณกึ่งเดือนครั้นราบคาบเป็นปกติดีแล้ว จึงสั่งให้พระยาทะละ และพระยาตะละปั้น คุมพลอยู่รักษาเมืองอังวะ แล้วจึงให้เก็บเงินทองสิ่งของพระราชทรัพย์ในท้องพระคลังต่าง ๆ บรรทุกลงเรือ แล้วสั่งให้พระราชวงศ์ และเสนาบดีผู้ใหญ่ทั้งปวง อพยพครอบครัวของตนลงเรือให้เสร็จขณะนั้นพระสังฆราชถานานุกรมอันดับทั้งปวง ซึ่งจะตามเสด็จพระเจ้าอังวะ และติดตามญาติโยมครอบครัวของตนไปนั้น ประมาณ สามร้อยเศษ แล้วจัดเรือพระที่นั่งกรรเชียง มีพระมหามณฑปตั้งกลางสำหรับเป็นพระที่นั่งทรงของพระเจ้าอังวะ พร้อมด้วยเศวตฉัตรพัดโบก จามรธงชัย ธงฉานเสร็จ จึงเชิญสมเด็จพระเจ้าอังวะ และพระประยูรวงศ์ทั้งปวงลงเรือพร้อมกัน ให้สมิงพระรามเป็นกองหน้า ประมาณพวกครอบครัวพม่ารวมด้วยกันประมาณ หมื่นเศษ กองทัพเรือข้างหลัง เจ้าเมืองเสรี่ยงเป็นแม่กอง เชิญเสด็จรอนแรมมาประมาณสิบวันจึงถึงเมืองหงษาวดี พระมหาอุปราชาจึงเชิญเสด็จพระเจ้าอังวะ และพระราชวงศ์ทั้งปวงให้อาศัยอยู่ในวังหน้าก่อน แล้วเข้าเฝ้าพระเจ้าหงษาวดี ราบทูลความซึ่งมีชัยได้พระเจ้าอังวะลงมาทุกประการ
ค พระเจ้าหงษาวดีมีพระทัยยินดีนัก จึงให้พระเจ้าอังวะ และราชวงศานุวงศ์ กับท้าวพระยานายทัพนายกองพม่าทั้งปวง ถือน้ำพระพิพัฒสัตยาทั้งสิ้น แล้วให้จัดทำนุบำรุงพระเจ้าอังวะ และพระญาติวงศ์ทั้งปวงให้อยู่เป็นสุข พระมหาอุปราชาจัดพระราชวังถวายพระเจ้าอังวะให้เสด็จอยู่ในที่ใกล้วังหน้า และมีพระทัยรักใคร่พระเจ้ากรุงอังวะดุจเป็น พระบิดาของพระองค์
ค จ.ศ.๑๑๑๓ พระเจ้าหงษาวดี ให้สร้างราชมณเฑียรทั้งปราสาทเก้าสิบเก้ายอด จ.ศ.๑๑๑๔ พระองค์ได้ราชาภิเษก ทรงพระนามพระเจ้าอะเนตโตราชามหากษัตริธิราช ในเมืองหงษาวดี ต่อมาไม่นานเจ้าเมืองลำพูน ให้แสนท้าวพระยาลาว นำดอกไม้เงินทองกับธิดาไปถวายพระเจ้าหงษาวดี
ค วันหนึ่ง พระเจ้าอังวะตรัสแก่พระมหาอุปราชาว่า เมืองอังวะยังไม่ราบคาบครั้งเมื่อยังทำศึกอยู่กับพวกรามัญนั้น บรรดาหัวเมืองฝ่ายเหนือที่ให้เกณฑ์มานั้น บรรดาหัวเมืองที่เกรงกลัวก็ลงมาตามรับสั่ง แต่อองไชยะมังลอง ซึ่งเป็นนายบ้านมุกโชโบ ไม่เกณฑ์คนลงมาตามรับสั่งดูท่วงทีจะเป็นขบถอยู่ กลับชักชวนลูกบ้านสิบสี่สิบห้าบ้านเอาต้นตาลทำเป็นค่าย รวบรวมคนไว้ประมาณห้าพันเศษ ตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่แข็งอยู่ตำบลหนึ่ง ถ้าละไว้นานเห็นจะยกมาชิงเอาเมืองอังวะเป็นมั่นคง พระมหาอุปราชาก็นำความมากราบทูลพระเจ้าหงษาวดี ๆ จึงมีรับสั่งขึ้นไปยังเมืองอังวะ ให้เร่งจัดกองทัพขึ้นไปปราบปรามอองไชยะมังลองเสีย
ค พระยาทะละ กับสมิงตะละปั้น จึงเกณฑ์คนสองหมื่นเตรียมไว้คอยท่า แล้วให้ขุนนางคนหนึ่งกับไพร่ห้าสิบคนให้ไปหาตัว อองไชยะลอง ๆ ได้กล่าวผัดผ่อนอยู่สองครั้ง ครั้งที่สามได้ให้ขุนนางอีกคนหนึ่งกับทหารห้าร้อยไปหาตัว อองไชยะลอง ก็ถูกมอมสุราแล้วถูกฆ่าฟันตายไปสองร้อย ที่เหลือตายหนีกลับมาเมืองอังวะ สมิงตะละปั้นจึงเป็นแม่ทัพเป็นพลรามัญห้าพันคน พม่าหมื่นห้าพันคน ยกไปล้อมค่ายมุกโชโบไว้สิบห้าวัน กองทัพรามัญขาดเสบียง อองไชยะลองจึงยกทัพออกตีกองทัพรามัญแตกหนีกลับไปเมืองอังะ พระยาทะละวิตกว่าครอบครัวพม่าและขุนนางทั้งปวง ในเมืองอังวะมีอยู่มาก อาจพร้อมใจกันกำเริบแล้วทำร้ายพวกรามัญ จึงให้เกณฑ์ไพร่พลหมื่นหนึ่ง ให้สมิงตะละปั้นอยู่รักษาเมืองอังวะ แล้วพระยาทะละก็คุมครัวมอญไปเมืองหงษาวดี
ค อองไชยะมังลอง ให้มองระผู้บุตรเป็นทัพหน้า ผู้บิดาเป็นทัพหลวง มีกำลังพลสามพันยกมาล้อมเมืองอังวะ ได้ต่อสู้กันอยู่ห้าวัน สมิงตะละปั้นก็แตกหนีออกจากเมืองอังวะ ถอยไปตั้งอยู่ที่เมืองปรอนใต้เมืองอังวะลงมาเจ็ดคืน แล้วมีหนังสือบอกมาให้กราบทูลพระเจ้าหงษาวดี ๆ รับสั่งให้พระมหาอุปราชาเป็นแม่ทัพบก สมิงตะละปั้นเป็นแม่ทัพเรือ ยกกำลังไปล้อมเมืองอังวะ
ค จ.ศ.๑๑๑๕ เดือนห้า กองทัพรามัญยกมาติดเมืองอังวะ ได้รบกับพวกพม่าเป็นสามารถ จ.ศ.๑๑๑๖ เดือนหก กองทัพรามัญแตกถอยไปตั้งอยู่เมืองปรอน ในเดือนเจ็ด กองทัพมอญแตกถอยไปตั้งอยู่ ณ เมืองร่างกุ้ง อองไชยะมังลอง จึงให้มองระเป็นทัพหน้ายกมาตีเมืองร่างกุ้ง แต่ตัวอองไชยะมังลองตั้งมั่นอยู่เมืองปรอน
ค ขณะนั้น สมิงธอกวยอาศัยอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่ ทราบเรื่องจึงปรึกษาราชธิดาพระเจ้าเชียงใหม่ ชักชวนพวกพ้องหนีพระเจ้าเชียงใหม่ไปเข้าหาอองไชยะมังลอง ณ เมืองปรอน ขออาสาเป็นทัพหน้ายกไปตีเมืองหงษาวดี จากนั้นก็พาภรรยากับพวกพ้องรามัญกับลาวประมาณร้อยเศษ ออกจากเมืองเชียงใหม่ เมื่อ จ.ศ.๑๑๑๖ เดือนสี่ตัดทางไปข้างด้านตะวันตก ข้ามแม่น้ำกั้นแดนเมืองเชียงใหม่ เรียกว่า แม่น้ำสลอน ลาวเรียก แม่น้ำคง เข้าไปในแดนเมืองตองอู
ค พม่าพวกอองไชยะมังลองตรวจด่านพบสมิงธอกวย และพวกจึงจับไปเมืองปรอน สมิงธอกวยให้การแต่หนหลังแก่อองไชยะมังลองทุกประการ อองไชยะมังลองทราบเรื่องแล้วจึงเลี้ยงไว้เป็นทหาร สมิงธอกวยอาสาเป็นทัพหน้ายกลงไปตีเมืองหงษาวดี แต่อองไชยะมังลองยังไม่ไว้ใจ จึงให้พาสมิงธอกวยและพวกพ้องไปคุมไว้ที่ค่ายมุกโชโบ ให้มังลอกบุตรชายคนใหญ่ดูแลไว้ สมิงธอกวยก็อยู่ ณ ที่นั้นจนสิ้นชีวิต
ค มองระบุตรอองไชยะมังลอง ลงมารบกับรามัญที่เมืองร่างกุ้ง ตั้งแต่เดือนสิบเอ็ด ถึงปี จ.ศ.๑๑๑๗ เดือนหกก็ได้เมืองร่างกุ้ง พวกรามัญก็ถอยไปอยู่เมืองเสรี่ยง มองระจึงยกไปติดเมืองเสรี่ยงไว้แต่เดือนเจ็ด ตั้งรบกันอยู่ถึงเดือนสิบเอ็ดก็ได้เมืองเสรี่ยง มังลองก็ยกกองทัพมาจนถึงชานเมืองหงษาวดี ให้ตั้งค่ายประชิด จะหักเอาเมืองหงษาวดีให้จงได้ พระเจ้าหงษาวดีเห็นเหลือกำลัง จึงให้ขุนนางออกไปเจรจาความเมือง จะขอเป็นไมตรีต่อกัน จะถวายพระธิดาแล้วยอมเป็นเมืองขึ้น มังลองจึงให้งดการสงครามไว้ ในเดือนสี่ พระเจ้าหงษาวดีจึงให้ขุนนางรามัญนำพระบุตรี และเครื่องราชบรรณาการออกมาถวายมังลอง ส่วนพระมหาอุปราชา พระยาทะละสมิงตะละปั้น ไม่เต็มใจขึ้นแก่มังลอง ครั้นเวลากลางคืนก็ลอบออกมาตีค่ายมังลองแตก ประมาณสามส่วนสี่ส่วน มังลองโกรธนัก ว่าเจ้าเมืองหงษาวดีเสียสัตย์ ให้เร่งยกเข้าหักเอาเมืองให้จงได้
ค พระเจ้าอังวะเห็นว่า รามัญจะสู้พม่ามังลองไม่ได้ ก็ทุกข์ตรอมใจประชวรลง และสิ้นพระชนม์ในเดือนหก จ.ศ.๑๑๑๘ พม่าล้อมเมืองหงษาวดีประมาณปีกึ่ง ไพร่พลได้ความอดอยากลำบากนัก จึงนัดหมายเป็นใจด้วยพม่าบ้างก็ลอบจุดไฟขึ้นในเมือง บ้างก็หย่อนเชือกใหญ่ลงมารับกองทัพพม่าเข้าไปในเมือง
ค จ.ศ.๑๑๑๙ เดือนหก แรมห้าค่ำเพลาสองยาม เมืองหงษาวดีก็แตก เมื่อกองทัพมังลองเข้าเมืองได้ก็เที่ยวริบราชบาทว์ชาวบ้านชาวเมืองเก็บเอา พัสดุเงินทองสิ่งของต่าง ๆ มารวบรวมไว้เป็นอันมาก มังลองจึงให้พิจารณาโทษพระเจ้าหงษาวดี พระยาอุปราชา พระยาทะละว่าเป็นขบถประทุษร้ายต่อพระเจ้าอังวะ ชวนกันไปชิงราชสมบัติ จนกรุงอังวะพินาศฉิบหาย ขุนนางทั้งหลายเห็นว่าควรตัดศีรษะเสียบประจารไว้ ณ ประตูเมืองหงษาวดี มังลองจึงว่าโทษของคนทั้งสามถึงตายอยู่แล้วแต่ว่าคนทั้งสามเป็นเพียงปลาย เหตุ เห็นว่าทั้งสามคนเป็นแต่ชิงราชสมบัติของผู้ขบถต่อ ๆ กันมา แต่ว่ามีความผิดที่ไม่ถวายรามัญประเทศแก่เจ้าอังวะ แล้วกลับขึ้นไปตีเมืองอังวะอีก จึงให้เอาคนทั้งสามไปคุมไว้ ณ เมืองมุกโชโบ
ค มังลองโกรธพระสงฆ์รามัญนักว่าทำมงคล ประเจียด ตะกรุด ลงเลขยันต์กันอาวุธให้แก่รามัญทั้งปวง จึงต่อสู้กล้าหาญในการสงคราม พระสงฆ์เหล่านี้ไม่เป็นสมณะ ขาดจากศีลขันธ์แล้ว มังลองจึงให้ทหารพม่าเที่ยวฆ่าพระสงฆ์เสียประมาณพันเศษ
ค จ.ศ.๑๑๑๙ เดือนเก้า เกิดแผ่นดินไหว ฉัตรยอดพระเจดีย์มุตาวในเมืองหงษาวดีหักลงมา องค์พระเจดีย์ทลายลงมาเพียงคอระฆัง จากนั้นมังลองจัดให้ขุนนางพม่ากับไพร่พลพม่าพอสมควร อยู่รักษาเมืองหงษาวดี แล้วมังลองยกกลับไปเสวยราชย์ ณ เมืองมุกโชโบ ได้พระนามว่า อลองพราญี แปลว่าพระเจ้าหน่อพุทธางกูรใหญ่
ค จ.ศ.๑๑๒๑ เดือนสามพระเจ้ามังลองให้มังระบุตรน้อยเป็นทัพหน้า พระเจ้ามังลองเป็นทัพหลวง ให้มังลอกบุตรใหญ่อยู่รักษาเมืองมุกโชโบ แล้วยกทัพเข้าไปตีกรุงศรีอยุทธยา ตีเข้าไปทางเมืองทวาย เมืองตะนาว เมืองเพ็ชรบุรี เมืองราชบุรี จนถึงกรุงศรีอยุทธยา แล้วตั้งอยู่ฟากตะวันตกแห่งพระนคร ตั้งอยู่หกวันไม่ได้กรุงศรีอยุทธยา พระเจ้ามังลองเกิดวรรณโรคสำหรับบุรุษ จึงให้ล่าทัพกลับไปได้เที่ยวริบบาตรเหล็ก จีวรแพร ในอารามทั้งปวงไปมากนัก จีวรผ้านั้นเก็บเอาไปทำฟูกทำหมอน ทำถุงใส่เงิน ทำไถ้ใส่เสบียง และทิ้งเรี่ยรายไว้ตามทางก็มาก และริบเก็บเอาเงินทองของราษฎรไปก็มาก ครั้นถึงบ้านระแหงแล้วออกทางด่านนั้น ครั้นถึงตำบลแม่ประใน ปี จ.ศ.๑๑๒๒ เดือนเจ็ดก็สิ้นพระชนม์ ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่เจ็ดปี ราชบุตรคือ มังลอก แต่รามัญเรียกมังตกกีได้เป็นเจ้าแผ่นดินในเมืองมุกโชโบ จ.ศ.๑๑๒๕ เดือนสีบสอง มังลอกให้เกณฑ์ติงจาแมวมองคุมคนสามพันเป็นกองหน้า ให้เอาปะระกามะนีคุมคนเจ็ดพัน เป็นกองหนุนยกไปตีเมืองเชียงใหม่สี่เดือนจึงได้ มังลอกถึงแก่กรรมในเดือนสี่ เป็นเจ้าแผ่นดินอยู่ในเมืองมุกโชโบได้สามปี มองระผู้เป็นอนุชาได้ราชสมบัติ
ค จ.ศ.๑๑๒๖ ให้อแซหวุ่นกี้คิงจาโบ คุมไพร่พลหมื่นหนึ่งเป็นกองหน้า มองระคุมไพร่สองหมื่นเป็นทัพหลวงไปตีเมืองกะแซได้ กวาดเอาเชื้อวงศ์ และเจ้ากระแซมาเมืองมุกโชโบ
ค จ.ศ.๑๑๒๗ มองระ จากเมืองมุกโชโบมาเสวยราชย์อยู่ในเมืองอังวะ ในเดือนสิบสองให้ขับพกุงโบยานกวนจอมโบ คุมไพร่ห้าพันยกทัพหน้า ให้เมียนวุ่นเนเมียวมหาเสนาบดีคุมไพร่ห้าพันยกมาทางเหนือ ค้างเทศกาลฝนอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่ ทางเมืองทวายให้เมคะราโปคุมไพร่ห้าพัน เป็นกองหน้า ให้มหานรทาคุมไพร่ พันหนึ่ง ยกมายังทัพอยู่ ณ เมืองทวาย ออกพรรษาแล้ว จึงยกเข้าตีได้กรุงศรีอยุทธยา แล้วจึงยกพลกลับเมืองอังวะในปี จ.ศ.๑๑๒๙ ในปี จ.ศ.๑๑๒๘
พวกฮ่อยกกองทัพเข้ามาถึงเมืองแสนหวีไกลกับเมืองอังวะทางห้าสิบวัน มองระให้ติงจาโบคุมไพร่ห้าพันเป็นกองหน้า อะแซวุ่นกี้คุมไพร่พันหนึ่งไปตี จ.ศ.๑๑๒๙ พวกฮ่อยกทัพเข้ามาอีก ถึงตำบลบ้านยองใกล้เมืองอังวะทางคืนหนึ่ง จึงให้อะแซวุ่นกี้โยลัดวุ่น และเมียนหวุ่นสามนายเป็นแม่ทัพ ถือพลุเป็นอันมากยกไปรบกับพวกฮ่อได้สามวันกองทัพฮ่อแตก
ค จ.ศ.๑๑๓๑ พวกฮ่อยกเข้ามาอีก กวยชวยโบ เป็นแม่ทัพคุมไพร่พลเป็นอันมาก ยกมาถึงเมืองกองดุงปะมอ ไกลจากเมืองอังวะสิบห้าวัน ให้อะแซวุ่นกี้เป็นแม่ทัพยกไป แม่ทัพสอง
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Anouvong
post Aug 10 2010, 08:02 AM
Post #8


AF Guru
Group Icon

Group: Members
Posts: 4,957
Joined: 12-February 09
From: Siamese City of Angels




แม่ทัพสองฝ่ายตกลงขอให้ขาดสงคราม เป็นมิตรสันถวะ ก็เลิกทัพกลับเมืองอังวะ
ค เมื่อขณะกรุงศรีอยุทธยาจวนจะเสียนั้น พระยาตาก คุมพวกสามพันเศษ ตีฝ่ากองทัพพม่าออกไปได้ อาศัยอยู่ ณ เมืองจันทบุรี ครั้นพม่าตีได้กรุง และกวาดต้อนครอบครัวไทยอพยพไปแล้วนั้น พระยาตากจึงได้ยกกองทัพเรือพร้อมด้วยเสบียงอาหารเข้ามา ณ กรุง ยกไปเที่ยวปราบปรามคนทั้งหลาย ที่ตั้งตัวเป็นเจ้าเป็นนายซ่องอยู่หลายตำบลให้อยู่ในอำนาจแล้ว คนทั้งปวงจึงยกพระยาตากนั้นขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ครอบครองกรุงศรีอยุทธยาสืบไป และไม่ได้อยู่กรุงเก่า ตั้งเมืองธน ณ ตำบลบางกอก เป็นเมืองหลวง เที่ยวปราบปรามเมืองนครราชสีมา เมืองพิษณุโลก เมืองสวางคบุรี เมืองนครศรีธรรมราช เมืองทั้งสี่นี้แต่ล้วนตั้งตัวเป็นเจ้าทั้งสิ้น เที่ยวปราบไปสามปีจึงสำเร็จ ส่วนมองระเจ้าอังวะครั้งนั้นไม่เอาพระทัยใส่เมืองไทย ด้วยสำคัญว่าเมืองไทยแตกยับเยินไปแล้ว จึงไม่ระวังสอดแนมดู กองทัพฮ่อก็มาติดเมืองอังวะถึงสามครั้ง พระเจ้าตากจึงได้โอกาสเที่ยวปราบปรามหัวเมืองทั้งปวงถึงสามปีก็สำเร็จตั้ว ตัวได้
ค จ.ศ.๑๑๓๓ เจ้าวงษ์ ผู้เป็นเจ้าเมืองหลวงพระบาง ยกมาตีเมืองจันทบุรี เจ้าเมืองจันทบุรีบอกขึ้นไปเมืองอังวะ พระเจ้าอังวะให้เนมะโยเสนาบดีคือ โปสุพลา เป็นแม่ทัพลงมาตีเมืองหลวงพระบางได้ แล้วโปสุพลากลับขึ้นไปพร้อมทัพกัน ณ เมืองจันทบุรี ค้างเทศกาลฝนอยู่ที่นั้น
ค จ.ศ.๑๑๓๔ โปสุพลายกกองทัพมาตีเมืองลับแล เมืองพิชัย รบกับกองทัพกรุงศรีอยุทธยา โปสุพลาแตกหนีไปตั้งอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่ ค้างเทศกาลฝน จ.ศ.๑๑๓๕ ออกพรรษาแล้ว ให้พระยาจ่าบาลกับแสนท้าวไพร่ลาวพันหนึ่งยกเป็นกองหน้า ให้เนมะโยกามินี เฝ้าเมืองเชียงใหม่ โปสุพลากับไพร่เก้าพันจะลงมาตีกรุงศรีอยุทธยา พอทางกองทัพกรุงศรีอยุทธยาขึ้นมาทั้งกองทัพพระยากาวิละ พระยานคร พระยาจ่าบาลบรรจบกัน เข้าล้อมเมืองเชียงใหม่ โปสุพลา เนมะโยกามินี หนีไปอยู่เมืองหน่าย
ค จ.ศ.๑๑๓๕ มีตรามาแต่เมืองอังวะ ให้ปะกันวุ่นเกณฑ์พวกรามัญหมื่นหนึ่งเป็นแม่ทัพไปตีกรุงศรีอยุทธยา ประกันวุ่นจึงเกณฑ์พระยาเจ่ง ตะละเซง พระยาอู เป็นกองหน้ากับไพร่สามพัน ให้แพกิจจาเป็นแม่ทัพยกไปก่อน ตั้งฉางอัศมิฉางแม่กระษัตริย์ ออกพรรษาแล้วปะกันวุ่นกับไพร่เจ็ดพัน จึงจะยกตามไป จ.ศ.๑๑๓๖ พระยาเจ่งตะละเซงสมิงรามัญทั้งปวง พร้อมกันจับแพกิจจาแม่ทัพฆ่าเสีย แล้วกลับทัพมาเมืองเมาะตมะ ปะกันวุ่น อะคงวุ่น ลงเรือหนีไปเมืองร่างกุ้ง พระยาเจ่งตะละเซงสมิงรามัญยกติดตามขึ้นไปตีได้ค่ายตัดกะเสริมเมืองร่างกุ้ง พอกองทัพหน้าอะแซวุ่นกี้ยกมาแต่เมืองอังวะ รบกับพระยาเจ่งตะละเซง ๆ แตกหนีลงมาเมืองเมาะตมะ แล้วพาครอบครัวอพยพเข้ามากรุงศรีอยุทธยา กองทัพพม่ายกตามมา จับได้บุตรภรรยา ที่แขวงเมืองเมาะตมะส่งขึ้นไปถวาย ครั้งนั้นมองระกับเสนาบดีลงมายกฉัตรอยู่ ณ เมืองร่างกุ้ง จึงถามตะละเกิงว่า คิดการประทุษร้ายครั้งนี้ใครรู้เห็นเป็นใจด้วย ตะละเกิงให้การว่า พระยาหงษาวดี พระยาอุปราชา มีหนังสือถึงข้าพเจ้ากับพระยาเจ่งชักชวนแต่สมิงรามัญทั้งปวงให้จับพม่าที่ อยู่ในเมืองเมาะตมะฆ่าเสีย แล้วให้ยกทัพไปตีเมืองร่างกุ้งขึ้นไปจนถึงเมืองอังวะ มองระจึงให้เอาพระเจ้าหงษาวดี พระยาอุปราชา กับพระยาตะละเกิง ไปประหารชีวิตเสีย
ค จ.ศ.๑๑๓๖ อะแซวุ่นกี้ ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุทธยา กองทัพหน้ายกมาถึงเมืองราชบุรี กองทัพไทยล้อมไว้ มองระเจ้าอังวะจึงให้อะคุงวุ่นมังโย กับไพร่สามพันที่รับอาสา จะมาตีเอาคนสามพันในค่ายล้อมเขานางแก้วให้ได้ อะแซวุ่นนี้ จึงบอกเจ้าอังวะว่า จะขอถอยทัพมาแรมค้างอยู่เมืองเมาะตมะ เพราะจวนเทศกาลฝนไพร่พลอดเสบียงอาหาร ต่อรุ่งขึ้นปีหน้าจึงจะยกเข้าไปตีกรุงศรีอยุทธยา พระเจ้าอังวะก็เห็นด้วย
ค จ.ศ.๑๑๓๗ มองระกลับไปเมืองอังวะ เดือนสิบเอ็ด อะแซวุ่นกี้ให้แมงยางุ ปันยีเยม่องจ่อ ปันยีตะจอง สามนาย คุมไพร่สามหมื่นยกไปทางระแหง อะแซวุ่นกี้กับไพร่หมื่นห้าพันเข้าล้อมเมืองพิศณุโลก ได้แยกกองทัพลงมารับทัพกรุงศรีอยุทธยา ซึ่งขึ้นไปช่วยปากน้ำพิง ครั้นเมืองพิศณุโลกเสียแล้ว อะแซวุ่นกี้บอกหนังสือขึ้นไปถึงเจ้าอังวะ พอเจ้าอังวะสินพระชนม์ จิงกูจา บุตรมองระ ขึ้นเป็นเจ้าให้เลิกทัพ เมืองมฤต เมืองตะนาว เมืองทวาย และอะแซวุ่นกี้ก็กลับขึ้นไป จ.ศ.๑๑๓๙ จิงกูจาให้อำลอกวุ่น ยกกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองเชียงใหม่อพยพครอบครัวหนีลงมาอาศัยอยู่ ณ เมืองสวรรคโลก จ.ศ.๑๑๔๒จิงกูจาให้ถอดอะแซวุ่นกี้ออกจากราชการ
ค จ.ศ.๑๑๔๓ มังมอง บุตรมังลอกกับพวกยกเข้าปล้น เอาเมืองอังวะได้ จึงตั้งอะแซวุ่นกี้คงที่อะแซวุ่นกี้ พรรคพวกมังมองรังแกราษฎรให้เดือดร้อนนัก ปะดุงจึงปรึกษาด้วยญาติวงศ์ และเสนาอำมาตย์คนเก่า เสนาบดีไพร่พลเมืองก็เป็นใจด้วย ได้เข้าล้อมวัง จับตัวมังมองได้ประหารชีวิตเสีย ปะดุงผู้นี้เป็นบุตรมังลอง เป็สนน้องมองระแต่ต่างมารดากัน เดิมชื่อมังแวงได้กินเมืองปะดุง จ.ศ.๑๑๔๔ ปะดุงได้เป็นเจ้าแผ่นดินอังวะแล้ว จึงให้ฆ่าจิงกูจาเสีย
ค จ.ศ.๑๑๔๔ กรุงไทยเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ในกรุงเทพมหานคร ฯ เดือนสิบ พระเจ้าปะดุงให้สร้างเมืองใหม่ ที่ตำบลผ่องกา เหนือเมืองอังวะสามร้อยเส้นให้ชื่อ เมืองอะมะระบุระ
ค จ.ศ.๑๑๔๕ เดือนเจ็ด พระเจ้าปะดุงยกไปอยู่เมืองสร้างใหม่ ในเดือนสิบสองให้ราชบุตรสององค์ยกกองทัพไปตีเมืองยะไข่ได้จับเจ้าเมืองยะไข่กับครอบครัวมาไว้ที่เมือง อะมะระบุระ อยู่ไม่นานเจ้าเมืองยะไข่ถึงแก่กรรม
ค จ.ศ.๑๑๔๗ เดือนเก้า พระเจ้าปะดุง คิดจะเข้ามาตีกรุงไทย จัดให้เกงวุ่นเป็นแม่ทัพทางเมืองมฤตใต้ลงไปตีเมืองถลาง เมืองชุมพร เมืองไชยา ทางเมืองทวายให้อุนอกแพกติกะวุ่นเป็นแม่ทัพ ยกมาตีเมืองราชบุรี ทางเมาะตมะให้เมียววุ่นเป็นแม่ทัพที่หนึ่ง เมียนวุ่นเป็นแม่ทัพที่สอง กามะสะแดงเป็นแม่ทัพที่สาม จะกุสะแดงเป็นแม่ทัพที่สี่ ปะดุงคุมพอเป็นทัพหลวง ให้บุตรชายใหญ่อันเป็นที่อินแซมมหาอุปราชอยู่เฝ้าเมือง ทางระแหงนั้นให้จอมองนอระทาเป็นแม่ทัพ ทางเชียงใหม่ให้เสดาะมหาศิริอจะนาเป็นแม่ทัพ ทางเจหุมให้ปะระกามนีเป็นแม่ทัพ กองทัพเจ้าอังวะยกเข้ามาทางพระเจดีย์สามองค์ ก่อนกองทัพทั้งปวงในเดือนสิบสอง

ค พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงทราบข่าวศึก จึงมีพระราชโองการดำรัสสั่งให้สมเด็จพระอนุชา ฯ กรมพระราชวังบวร ฯ ยกกองทัพไปตั้งรับกองทัพพม่า ณ ตำบลลาดหญ้า เหนือปากแพรกทางสองวัน ที่เมืองราชบุรีให้เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาบดี เจ้าพระยายมราช คุมกองทัพไปตั้งรักษาอยู่ ทางฝ่ายเหนือ ให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ กรมพระราชวังหลังไปตั้งรับอยู่ ณ เมืองนครสวรรค์ ข้างปากใต้ ไม่ได้เกณฑ์กองทัพออกไป ด้วยจะรักษาแดนใกล้พระนครไว้ก่อน กรมพระราชวังบวร ฯ ทรงคิดกลอุบาย แต่งกองโจรให้ไปตั้งลอบสกัดตัดลำเลียงพม่า จนกองทัพพม่าขาดเสบียงลงก็ถอยไปจากลาดหญ้า พระเจ้าปะดุงเห็นกองทัพขัดสนเสบียง ก็ล่าถอยไปเมืองเมาะตมะ กรมพระราชวังบวร ฯ ให้กองทัพหน้ายกลงมาเมืองราชบุรีทางบก เสด็จล่วงลงมาโดยทางชลมารค ทัพบกยกลงมาพบค่ายพม่าตั้งอยู่นอกเขางู เมืองราชบุรี ก็เข้าตีค่ายพม่าแตกไปสิ้น แล้วเสด็จกลับเข้ามากรุงเทพ ฯ ตรัสสั่งให้กรมพระราชวังบวร ฯ ยกกองทัพเรือทะเลออกไปช่วยหัวเมืองปากใต้ ส่วนพระองค์เสด็จยกทัพหนุนขึ้นไปทางฝ่ายเหนือ ครั้งนั้น หัวเมืองฝ่ายเหนือเสียแก่พม่าสิ้น พระองค์จึงดำรัสสั่งให้รีบขึ้นไป ทัพพม่าฝ่ายเหนือก็แตกกลับไปสิ้น ครั้งนั้น เมืองเชียงใหม่ร้างอยู่แต่ครั้งพม่าตีเมื่อแผ่นดินพระเจ้าตาก กองทัพพม่าจึงมาตีเมืองนครลำปาง พระยากาวิละเจ้าเมืองลำปางเข้มแข็งนัก ต่อรบอยู่สี่เดือนรักษาเมืองไว้ได้ พอกองทัพไทยยกขึ้นไปช่วยตีกระหนาบพม่าก็แตกไปสิ้น ทางปากใต้พม่าตีได้เมืองชุมพร เมืองไชยยา เมืองนคร แต่เมืองถลาง เมืองพัทลุง เมืองสงขลา ยังไม่เสีย พอสมเด็จกรมพระราชวังบวร ฯ เสด็จยกออกไปถึงได้รบกันที่เมืองไชยา พม่าแตกหนีไปสิ้น แล้วเสด็จลงไปตีเมืองตานีได้ แล้วเสด็จกลับกรุงเทพ ฯ จ.ศ.๑๑๔๘ เดือนสิบสอง พระเจ้าปะดุงให้อินแซะมหาอุปราช คุมพลมาตั้งค่ายทำยุ้งฉางใส่เสบียงอาหาร ณ ตำบลสามสบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ยกทัพออกไปตีพม่าแตกออกไปสิ้น ในเดือนสี่ จ.ศ.๑๑๔๙ สมเด็จกรมพระราชวังบวร ฯ เสด็จขึ้นไปทรงจัดเมืองเชียงใหม่ ตั้งพระยากาวิละเป็นเจ้าเมืองนครลำปาง ในเดือนยี่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกไปตีเมืองกลิอ่องได้ แล้วไปตีเมืองทวายไม่ได้ ทัพหลวงเสด็จกลับกรุงเทพ ฯ
ค จ.ศ.๑๑๕๓ พระเจ้าปะดุง ให้ขุนนางลงมาผลัดเจ้าเมืองทวาย ๆ ไม่ขึ้นไปเมืองอังวะกลับคิดจะฆ่าขุนนางซึ่งมาผลัดนั้นเสีย จึงมีหนังสือมาขอกองทัพกรุงไทยให้ออกไปช่วยรักษาเมืองทวายไว้ ตรัสสั่งให้เจ้าพระยารัตนาพิพิธ เจ้าพระยากลาโหม ยกทัพไปก่อน เจ้าพระยาทั้งสองไปตั้งค่ายโอบเมืองทวายไว้
ค จ.ศ.๑๑๕๔ เดือนยี่ กองทัพเมืองอังวะยกลงมากระหนาบ พวกทวายในเมืองมีหนังสือออกมาถึงแม่ทัพพม่าสัญญากันให้ตีเข้ามา ข้างในเมืองจะตีออกไป กองทัพไทยต้านทานไม่ได้ ก็พาพระยาทวายอพยพครอบครัวเข้ามากรุงเทพ ฯ
ค จ.ศ.๑๑๕๗ พระเจ้าปะดุงให้อุบากองเป็นแม่ทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ สมเด็จกรมพระราชวังบวร ฯ เสด็จยกขึ้นไปช่วยจับอุบากองลงมาได้
ค จ.ศ.๑๑๖๐ อุบากองกลับหนีออกไปได้
ค จ.ศ.๑๑๖๔ มีรับสั่งให้เจ้าพระยายมราช ยกทัพขึ้นไปตีเอาเมืองเชียงแสน ตีไม่ได้กลับลงมา ภายหลังเจ้าเมืองเชียงใหม่ไปตีได้
ค จ.ศ.๑๑๗๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้เสวยราชย์ ครั้นถึงเดือนสิบสอง พระเจ้าปะดุงให้กองทัพลงมาตีเมืองถลาง เดือนยี่เมืองถลางเสียแก่พม่า แม่ทัพพม่าจึงกวาดครัวเมืองถลางบรรทุกเรือไป เรือจิกแกปลัดทัพถูกพายุซัดเข้าฝั่ง กองทัพไทยจับได้ส่งเข้ากรุงเทพ ฯ
ค จ.ศ.๑๑๗๓ มีพราหมณ์เทศมาแต่ทิศตะวันตก เอาหนังสือเรื่องพงศาวดารเมืองพราหมณ์มาแปลถวาย เจ้าอังวะว่าศาสนาพระสมณโคดมสิ้นเสียแล้ว กุลบุตรบวชเป็นสงฆ์ทุกวันนี้ อุปสมบทหาขึ้นไม่ ให้ไปถวายทานแก่พระพุทธรูปเท่านั้นจึงจะควร พระเจ้าปะดงก็เชื่อจึงให้สึกพระสงฆ์พม่า พระสงฆ์รามัญเสียครั้งนั้นมากในเดือนอ้ายให้กองทัพยกมาตั้งทำยุ้งฉาง ณ ตำบลท้องชาตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีรับสั่งให้กรมหลวงพิทักษ์มนตรียกกองทัพไปตีค่ายพม่า จับตัวนายไพร่ได้มากที่เหลือแตกหนีไป
ค จ.ศ.๑๑๗๗ เดือนห้า พวกรามัญเมืองเมาะตมะ จำนวนห้าพันเศษ เห็นเจ้าอังวะวิปริต และพม่าข่มเหงนัก จึงชวนกันอพยพมาพึ่งพระบารมีโพธิสมภาร ณ กรุงเทพ ฯ ส่วนอินแซะมหาอุปราช ราชบุตรพระเจ้าปะดุงถึงแก่กรรม พระเจ้าปะดุงจึงตั้งบุตรของอินแซะชื่อมองนานยะ เป็นที่อินแซะมหาอุปราชแทนบิดา
ค พระเจ้าปะดุงครองราชย์ได้สามสิบเจ็ดปี จ.ศ.๑๑๘๑ ถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้ แปดสิบเอ็ดปี มองนานยะได้ราชสมบัติชื่อ จักกายแมง
ค จ.ศ.๑๑๘๖ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ ได้เสวยราชย์สมบัติ
ค จ.ศ.๑๑๘๖ เดือนห้า พระเจ้าอังวะรับสั่งให้หาเจ้าเมืองยะไข่ ๆ มีความผิดอยู่ไม่มา จึงให้มหาปัณคุละเสนาบดียกองทัพไปจับเจ้าเมืองยะไข่ ๆ หนีไปอยู่แดนเมืองเบ้งกะหล่า มหาบัณดุละจึงมีหนังสือไปให้เจ้าเมืองเบ้งกะหล่าส่งตัวมาให้ แต่อังกฤษเจ้าเมืองเบ้งกะหล่าไม่ส่ง มหาบัณดุละยกกองทัพไปตีปลายแดนเบ้งกะหล่าเข้าไป แต่ก่อนนั้นอังกฤษคิดจะทำสงครามกับพม่าอยู่แล้ว ได้เตรียมเรือกลไฟ เรือรบไว้ที่เมืองเกาะหมาก เมืองมละกา พร้อมอยู่แล้ว ครั้นเกิดเหตุดังกล่าว จึงเรียกกำลังมาตีหัวเมืองพม่าชายทะเล เรือรบยกมาตีได้เมืองร่างกุ้ง เมืองเมาะตมะ เมืองทวาย เมืองมฤตได้ในเดือนหก แม่ทัพอังกฤษยกทัพเรือกลไฟตีขึ้นไปตามลำแม่น้ำเมืองอังวะ จักกายแมงก็จัดกองทัพลงมารบอังกฤษ มหาบัณดุละก็ล่าทัพกลับมารบกับอังกฤษ ที่ขึ้นมาตีเมืองอังวะแม่ทัพอังกฤษ ให้ทหารแม่นปืนยิงปืนมาถูกมหาบัณดุละแม่ทัพตาย พวกพม่าก็แตกไปสิ้น อังกฤษตีขึ้นมาได้ถึงเมืองตะลุมะอยู่ทางสองวันจะถึงเมืองอังวะ จักกายแมงจึงให้ขุนนางมาเจรจากับแม่ทัพอังกฤษ จะขอเสียเงินให้ และให้อังกฤษถอยทัพไป อังกฤษก็ยอมแล้วแบ่งปันเขตแดนกัน ข้างทิศตะวันตกเฉียงเหนือเมืองอังวะนั้น อังกฤษเอาไ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
etemiaGrare
post Sep 20 2011, 09:58 AM
Post #9


AF Fan
Group Icon

Group: Members
Posts: 30
Joined: 20-September 11
From: Ghana




roll up
Go to the top of the page
 
+Quote Post
etemiaGrare
post Sep 20 2011, 10:08 AM
Post #10


AF Fan
Group Icon

Group: Members
Posts: 30
Joined: 20-September 11
From: Ghana




stojaki reklamowe
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic

 



Lo-Fi Version Time is now: 25th May 2013 - 02:30 PM